รำลึก Final Fantasy VII กับการจากไปของสาวน้อยที่รักของเกมเมอร์


ไม่มีใครปฏิเสธว่า Final Fantasy VII คือเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุค Playstation มันเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้กับโลกของเกม RPG จากญี่ปุ่นที่ก้าวข้ามความเป็นสองมิติมาสู่สามมิติ สานต่อระบบการเล่นที่คุ้นเคยไปสู่โลกใหม่ที่ไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน มันคือปรากฏการณ์ที่สร้างความประทับใจแก่แฟนเกมทั่วโลก แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่ผู้เล่น นั่นก็คือความตายของสาวน้อยขายดอกไม้นามว่า Aerith

Aerith คือตัวละครสำคัญของภาคนี้ เธอคือสาวน้อยที่ออกเร่ขายดอกไม้ในเมือง Midgar ที่มีความสำคัญกับเนื้อเรื่องในภาคนี้อย่างมากมาตลอด เพราะเธอคือสายเลือดชนเผ่าโบราณหรือ Cetra คนสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งชนเผ่า Cetra เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีพลังเวทย์สูงมาก จนทำให้เธอเป็นที่ต้องการตัวของบริษัท Shinra บริษัทค้าพลังงานผู้ทรงอิทธิพลของโลกเพื่อค้นคว้าเรื่องพลังของเธอ จนในที่สุดเธอก็ได้เข้าร่วมกลุ่มกับ Cloud และกลุ่มมิตรสหายออกเดินทางเพื่อต่อต้าน Shinra ยิ่งเนื้อเรื่องดำเนินไป เราก็ยิ่งหลงรักผู้หญิงคนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ (แม้ใจผู้เขียนจะชอบ Tifa เพื่อนสมัยเด็กมากกว่าก็ตาม) ทั้งความเข้มแข็งและอ่อนโยนในตัวเธอ ทักษะพลังเวทย์ที่ยอดเยี่ยม  และที่สำคัญคือท่า Limit Break ที่โกงสุด ๆ (ฟื้นพลังเต็ม ชุบชีวิต แก้สถานะ แถมยังเป็นอมตะชั่วคราว ไม่โกงก็ไม่รู้จะเรียกยังไง) แต่ทุกอย่างก็จบลงในเนื้อเรื่องแผ่นที่ 1 เมื่อดาบของ Sephiroth ศัตรูของเราได้ปีกลงกลางอกของเธอ จบชีวิตชนเผ่าโบราณคนสุดท้าย ช็อคคนเล่นทุกคนให้จมอยู่ในห้วงแห่งความเศร้าในทันที

แน่นอนว่าความตายของเธอก่อให้เกิดกระแสทั้งในแง่บวกและลบอย่างมากมายในยุคนั้น หลายคนโศกเศร้าจนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทุกคนต่างพูดถึงมันอย่างแพร่หลาย ตั้งทฤษฎีต่าง ๆ ออกมามากมาย บ้างก็ว่านี่คือข้อผิดพลาดของเกมที่เร่งทำออกมาไม่เสร็จ หรือบ้างก็ว่าที่จริงแล้วเกมซ่อนวิธีการชุบชีวิตเธอไว้ แต่ก็ต้องใช้วิธีการพิเศษในการแก้เควส ซึ่งปรากฎว่าไม่มีวิธีนี้อยู่จริง หลายคนถึงขนาดยอมโกงเกม เพื่อให้เธอกลับมาอยู่ในฉากต่อสู้อีกครั้งเลย ถือเป็นแรงกระเพื่อมที่ใหญ่มากอีกครั้งหนึ่งของ Square ในยุคนั้น

แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการตายของเธอนั้นเป็นส่วนสำคัญอย่างใหญ่หลวงของเนื้อเรื่องในเกม ตัวละครในเกมทุกคนล้วนแสดงความเสียใจที่เธอจากไปและเศร้าโศกไม่แพ้ผู้เล่น และในท้ายที่สุด เราก็จะเข้าใจเหตุผลในการจากไปของเธอ เธอได้เสียสละตัวเองเพื่อเป็นพลังรวมกับ Life Stream ในการปกป้องโลกไม่ให้ถูกทำลายโดย Meteor ซึ่งมันทำให้การตายของเธอเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เธอยอมแลกการที่ได้อยู่เคียงข้างกับคนที่รักเพื่อจะปกป้องโลกเอาไว้ ปกป้องสถานที่แห่งความทรงใจไม่ให้สลายหายไป และทำให้ฉากสุดท้ายของเกมมีความหมายมากขึ้นไปอีก

แม้กระทั้งตัวของผู้สร้างทั้งสองอย่าง Tetsuya Nomura และ Yoshinori Kitase เองก็เคยกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ของพวกเขาว่า การตายของ Aerith นั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ซึ่งพวกเขาได้พูดถึงเรื่องนี้ในนิตยสาร EGM ตัวเลือกของพวกเขาในตอนแรกคือ Cloud, Barret และ Aerith ซึ่งการเสียสละนั้นถือเป็นธีมที่ Final Fantasy ยึดถือมาอย่างยาวนาน และการเสียสละนั้นต้องสร้างผลลัพท์ที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้น และการตายแบบฉับพลันของเธอที่ทีมงานสร้างให้เธอมีผลต่อเนื้อเรื่อง ความแข็งแกร่ง และความผูกพันที่ผู้เล่นมาต่อเธอเกิดเป็นสิ่งที่กระทบจิตใจที่สุด ซึ่งถ้าผู้เล่นไม่รู้สึกว่าเธอเป็นคนสำคัญมันก็จะทำให้การตายของเธอไม่มีความหมายไปด้วย

แม้เวลาจะผ่านมานานร่วมหลายสิบปี แต่การจากไปของเธอคือปรากฏการณ์ที่เกมเมอร์ยุคนั้นไม่เคยลืม มันแสดงให้เห็นว่าการลาจากโดยไม่มีได้พบกันอีกของคนสำคัญนั้นเป็นสิ่งที่น่าเศร้าแค่ไหน สำหรับผู้เขียนในสมัยเด็กที่ได้เจอกับฉากนี้ครั้งแรกก็ไม่ได้เข้าใจหรือ”อิน”มากนัก แต่พอเวลาผ่านไป ผ่านเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตมาหลากหลายแบบ และพอได้กลับมาสัมผัสฉากนี้อีกครั้งก็ได้เข้าใจในสิ่งที่ผู้พัฒนาเกมต้องการที่จะสื่ออย่างชัดเจนมากขึ้น ว่าการเสียสละนั้นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเสียสละเพื่อคนที่รักให้มีชีวิตอยู่ต่อไป กลายเป็นที่จดจำเพื่อให้ทุกคนได้สรรเสริญและพูดถึง จนกลายเป็นตำนานของวงการเกมมาจนถึงทุกวันนี้ครับ