รวมระบบเกมพลิกวงการ และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับเกมยุคปัจจุบัน

ไม่ว่าจะวงการใด ๆ ล้วนแล้วแต่ต้องมีการพัฒนาเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะวงการเกม ที่มักจะมีผลงานอันสุดยอดถูกนำเสนอออกมาผ่านสายตาแฟนเกมเสมอ และบางครั้ง ผลงานนั้นก็แทบจะพลิกวงการเกม และพาเกมเข้าสู่สมัยใหม่กันไปเลยทีเดียว วันนี้เราจะหยิบเอาระบบต่าง ๆ มาพูดถึง และเล่าให้ฟังกันว่า ระบบเหล่านี้ มันยอดเยี่ยมแค่ไหน และมันพลิกวงการเกมอย่างไรได้บ้าง

1. จุดเริ่มต้นการของการเคลื่อนไหวแบบ 3D Movement

เกมทุกวันนี้ เกือบทั้งหมดถูกนำเสนอผ่านรูปแบบมุมมอง 3 มิติ นั่นคือเราจะมีอิสระในการหันมุมกล้อง ควบคุมตัวละครให้เดินไปในทิศทางใดก็ได้ แต่รู้หรือไม่ว่าเกมที่ทดลองใช้ระบบ 3D Movement เป็นเกมแรก ๆ คือหนึ่งในเกมของ Nintendo อย่าง Super Mario 64

หากใครยังจำกันได้ Super Mario 64 คือการเปลี่ยนเกมชื่อดังอย่างมาริโอ้ที่เรารู้จักกันดีกับเกมตะลุยด่านแบบ Side Scrolling ให้กลายเป็น 3D แบบเต็มรูปแบบ โดยตัวเกมนี้ออกมาตั้งแต่ปี 1996 ช่วงนั้นใครหลายคนน่าจะยังได้เล่นกันแต่เกม Famicom หรือ SNES กันอยู่เลย และ 3D ถือเป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก ๆ แต่ Super Mario 64 เองก็กลายเป็นเกมแรก ๆ ที่นำเทคโนโลยีการเล่นเกมในพื้นที่ 3 มิติมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า และกลายเป็นเกมมาริโอ้ในดวงใจของใครหลายคน โดยเฉพาะฉากใต้น้ำที่มีสิ่งมีชีวิตสุดสะพรึงรอเราอยู่ ทำเอาใครหลายคนไม่กล้าเล่นเกมภาคนี้กันไปเลยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม ระบบ 3D Movement ก็ไม่ได้เหมาะจะเอาไปใช้กับทุกเกม เพราะ 3D Movement นั้นคือการเคลื่อนไหวไปได้แทบจะทุกอย่าง ทุกฉากภายในเกม ซึ่งทำให้ไม่เหมาะกับทุกเกมแน่นอน แต่ก็มีหลายผู้พัฒนานำเอาระบบนี้ไปใช้ เช่นเกม FPS High-Speed ทั้งหลายอย่างเช่น Call of Duty: Advanced Warfare หรือ Titanfall เป็นต้น ซึ่งก็เคยมีคนมาทำวิดีโออธิบายเอาไว้ ว่าทำไมมันถึงไม่เวิร์ค แต่สำหรับคนที่เป็น Motion Sickness แล้วก็รู้ ๆ กันอยู่นั่นคือ มันทำให้เวียนหัวได้ง่ายมากนั่นเอง

2. Wolfenstein 3D ผู้จุดกระแสเกมแนว FPS

แต่หากมองอีกด้าน คนที่เล่นได้ และเอ็นจอยกับมันมาก ๆ ก็มีอยู่เยอะเช่นกัน แม้ว่า Wolfenstein 3D จะไม่ใช่เกมแรก แต่การประสบความสำเร็จของมันก็ทำให้เกมแนว FPS กลายเป็นที่นิยมขึ้นมาอย่างมหาศาล นี่คือผลงานแรก ๆ ของ id Software โดยในตอนนั้น ผู้พัฒนาใช้วิธีการที่เรียกว่า Ray Casting Render หรือเรนเดอร์รังสีแคสติ้งแบบง่าย ๆ โดยจำลองว่าจุดสีแดงคือตำแหน่งของผู้เล่นที่สามารถหันไปมองและเห็นฉากโดยรอบได้ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ระบบคำนวณเฉพาะพื้นผิวที่ผู้เล่นจะมองเห็นได้เท่านั้น ไม่ได้คำนวณพื้นที่ทั้งหมด ทำให้มันลดทรัพยากรเครื่องที่ใช้งานลงไปได้ และนำเสนอออกมาเป็นเกมมุมมอง FPS ได้

นอกจากนั้นมันยังนำเสนอการเล่นแบบแอ็คชั่นที่เร้าใจ และค่อย ๆ ทำให้เกมมุมมอง FPS กลายเป็นที่นิยมขึ้นมา และ Wolfenstein 3D นี่แหละ คือจุดเริ่มต้นของ นายทหารสุดโหด B.J.Blazkowickz จอมสังหารโหดที่เหล่ากองทัพนาซีต้องเข็ดขยาย ปัจจุบัน Wolfenstein ก็มีเกมภาคใหม่ออกมามากมายด้วยเช่นกัน

3. คิดถึง Open World คิดถึง GTA

ในยุคนี้ Open World ืคอแนวเกมที่ได้รับความนิยมเช่นกัน และแม้ว่า GTA จะไม่ใ่ชผู้ให้กำเนิดเกมแนวนี้ แต่ในยุคปัจจุบันนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา GTA III ก็กลายเป็นต้นแบบให้กับเหล่าเกม Open World ทั้งหลายไปโดยปริยาย ด้วยอิสระของโลกอันน่าทึ่ง ระบบการเล่นแบบ Sandbox ที่จะให้ผู้เล่นทำอะไรก็ได้ เชื่อเหลือเกินว่า ในยุคก่อนหน้า แม้ใครหลา่ยคนอาจจะไม่ทันเกม GTA III แต่ถ้า San Andreas แล้วล่ะก็ บ้านเราหลายคนย่อมต้องรู้จัก และเรามักจะเสียเงินไปนั่งเล่นร้านเกม เพียงเพื่อขับรถหรือเดินเล่นในเกม GTA

ความยอดเยี่ยมของมันทำให้เกมแนว Open World ค่อย ๆ ถูกนำไปสานต่อ และทำออกมาเป็นเกมใหม่เรื่อย ๆ ดีบ้าง แย่บ้าง แล้วแต่ผลงานของแต่ละทีมพัฒนา และผลงานเหล่านั้น ถูกเรียกว่า GTA Clone ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า GTA มีอิทธิพลต่อเกมแนว Open World จำนวนมาก โดยปัจจุบันตัว GTA เองก็ยังอยู่ที่ภาค 5 และเตรียมพอร์ทลงให้กับ PlayStation 5 ด้วย สำหรับแฟนเกมที่เคยเล่น GTA จะเข้าใจดีว่า ในเรื่องของเกมแนว Open World นั้น ณ ตอนนี้ไม่มีใครเกิน Rockstar แล้วในตอนนี้

4. กำเนิด Survival Horror และมุมมองข้ามหัวไหล่

เรากำลังพูดถึง Resident Evil เกมที่เขย่าวงการเกมกันไปถึงสองครั้งใหญ่ ๆ เริ่มต้นด้วยการที่มันจุดกระแสเกมแนว Survival Horror ให้โด่งดังเป็นพลุแตก แต่ถัดมากับภาคที่ทำให้มันถูกพูดถึงมากที่สุดน่าจะหนีไม่พ้นภาค 4 เพราะเป็นภาคที่เปลี่ยนมาใช้มุมกล้องแบบ Third Person หรือมุมมองข้ามหัวไหล่เป็นครั้งแรก และทำออกมาได้ดีเสียด้วย และภาค 4 ยังเป็นการผสมผสานกันระหว่างเกมแอ็คชั่นกับเกมสยองขวัญเอาตัวรอดได้อย่างลงตัว ไม่ยากจนเกินไป แต่ก็ไม่ง่ายจนกลายเป็นเกมเล่นชิลล์

ปัจจุบัน Resident Evil กลายเป็นแฟรนไชส์ที่ทำเงินอย่างมหาศาล และเดินทางมาจนถึงภาค 8 หรือ Village ที่เพิ่งวางจำหน่ายกันไปเมื่อช่วงเดือนที่แล้ว และกวาดรายได้และคำวิจารณ์ในแง่บวกอย่างมหาศาล แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เรียกได้ว่าเหล่าผู้พัฒนาได้ใช้ความพยายามอย่างมาก และความพยายามนั้นก็สำเร็จได้ด้วยดี ด้วยการเขย่าวงการถึงสองครั้ง ครั้งแรกตอนภาคแรก ที่ทำให้เกมนี้เป็นที่จดจำ และครั้งที่สองคือเกมภาค 4 ที่เราได้กล่าวไปแล้วนั่นเอง

5. Dark Souls ต้นตำรับเกมยากนรกแตก

ตามปกติแล้ว เกมมักจะเป็นสื่อบันเทิงที่เราเอาไว้เล่นเพื่อผ่อนคลาย สนุกสนานไปกับมัน แต่ถ้ามันกลับกันล่ะ ? ถ้ามันยากเสียจนเราแทบจะปิดเกม หรือปาจอยทิ้งตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้เล่น ผลจะออกมาเป็นแบบไหน ? คำตอบืคอ มันกลายเป็นอีกหนึ่งแนวเกมยอดนิยม และกลายเป็นแนวทางใหม่ ๆ ของการทำเกมทันที นี่คือสิ่งที่ทีมงาน From Software ได้ทำไว้กับ Demon Souls และ Dark Souls

แทนที่จะไกด์ผู้เล่นให้เล่นไปตามระบบที่แนะนำ แต่พวกเขาโยนผู้เล่นเข้าไปสู่โลกที่ไม่รู้จัก พร้อมโยนศัตรูสุดโหดมาให้ผู้เล่นเผชิญหน้ากันตั้งแต่ต้นเกม ทำให้มันกลายเป็นที่จดจำของแฟนเกม และทุกคนล้วนอยากเอาชนะ จนมันได้รับกระแสนิยมอย่างล้นหลาม และกลายเป็นอีกหนึ่งแนวเกมหลักที่เห็นได้บ่อยมากในยุคปัจจุบัน โดยมาในรูปแบบของเกม Souls-Like หรือ Souls-Clone ซึ่งก็มีเกมประเภทเดียวกันตามออกมาอีกมากมายเช่น Nioh, The Surge รวมไปถึงเกมอินดี้เล็ก ๆ ก็หยิบเอาแนวทางนี้ไปสร้างเกมของตัวเอง เช่น Death’s Gambit, LOST EPIC เป็นต้น

ปัจจุบัน From Software เองก็กำลังซุ่มพัฒนาเกมใหม่อย่าง Elden Ring กันอยู๋ แม้ข่าวคราวจะหายไปกว่า 2 ปีแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าเมื่อมันเปิดตัว มันจะกลายเป็นอีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ของวงการเกมเช่นกัน

6. Take Cover ตัวเอกเกมก็คน หลบบ้างก็ได้

สมัยก่อนที่เกมแนว FPS โด่งดังเป็นพลุแตก ตัวละครของเราไม่มีคำว่าหลบ ส่วนมากถ้าเลือดลดก็หากล่องฟื้นพลังเอา ทำให้ใครหลายคนอาจจะมองว่ามันไม่สมจริง (แหงแหละ ก็มันเป็นเกม) แต่เมื่อเทคโนโลยีทันสมัย และพัฒนามากขึ้น การ Take Cover จึงเริ่มกลายเป็นที่รู้จักในวิดีโอเกม และมันถูกนำมาดัดแปลงใช้กับหลาย ๆ เกมอย่างแพร่หลาย

แต่หากถามว่าเกมไหน ที่หยิบเอาระบบนี้มาใช้ แล้วทำออกมาเวิร์คมาก ๆ จนกลายเป็นที่น่าจดจำ หนึ่งในนั้นคือซีรีส์ Gears of War ที่ใส่ระบบ Take Cover ออกมาได้อย่างลงตัว และทำให้คนเล่นรู้สึกว่าตัวเอกเราก็มีเลือด มีเนื้อ และเจ็บเป็น ต้องหลบบ้าง ไม่ใช่เดินหน้ารับลูกปืนอย่างเดียว

ท้ายที่สุดระบบ Take Cover ยังถูกนำไปต่อยอดกับเกมอื่น ๆ อย่างมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งเกมซีรีส์ GTA หรือ Red Dead Redemption และ Uncharted เองก็นำไปใช้ด้วยเช่นกัน แต่ Gears of War นี่แหละ ที่ทำให้ระบบ Take Cover ถูกนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close