ย้อนรอย Far Cry 3 สุดยอดเกมที่แฟน ๆ ยกให้เป็นภาคที่ดีที่สุด

ในขณะที่แฟน ๆ ทั่วโลก กำลังเตรียมพร้อม และรอคอยที่จะได้สัมผัสกับ Far Cry 6 กันอยู่ แต่หากพูดถึงซีรีส์ Far Cty น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักภาค 3 เพราะนี่คือภาคที่หลายคนยกย่องว่าคือเดอะเบสท์ของซีรีส์ และหากกลับไปเล่นตอนนี้ มันก็ยังคงเป็นเกมดีที่เกมเมอร์ควรสัมผัสสักครั้ง วันนี้เราจะพาทุกท่านกลับสู่หมู่เกาะ Rook และเรียนรู้ถึงความบ้าคลั่งกันอีกครั้งใน Far Cry 3

เว้นช่วงจากภาค 2 เพื่อกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในภาค 3

Far Cry 3 นั้น เว้นห่างจากภาค 2 ไปนานถึง 4 ปีด้วยกัน อาจจะไม่ใช่เวลาที่นานมากนัก แต่สำหรับยุคนั้นก็ถือว่านานพอสมควร เพราะตอนนั้น Ubisoft ได้หันหัวเรือไปลงให้กับแฟรนไชส์ใหม่อย่าง Assassin’s Creed ด้วย และการกลับมาในภาค 3 ก็ถือว่าใช้ทีมงานหลายทีมในการช่วยพัฒนา โดยหลัก ๆ แล้ว Ubisoft Montreal จะรับหน้าที่หลักในการสร้างตัวเกมโหมด Single Player และมี Massive Entertainment เจ้าของผลงานอย่าง The Division (ที่ตอนนั้นยังไม่ได้เริ่มทำเกมนี้เลยด้วยซ้ำ) มาช่วยทำโหมด Multiplayer และได้ Ubisoft Shanghai มาดูแลรูปแบบภารกิจและ A.I. รวมไปถึงยังมี Ubisoft Bucharest และ Reflections มาเสริมทัพอีก เรียกได้ว่าภาคนี้ จัดเต็มกันอย่างมาก

มีรายงานว่าเกมภาคนี้ เริ่มพัฒนากันตั้งแต่ปี 2008 และมีทีมงานกว่า 90 ชีวิตในโปรเจกต์เกมภาคนี้ แถมยังถูกยกเลิกและสร้างใหม่แต่แรกในปี 2010 เนื่องจากการลาออกของทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์หลายคน แต่สุดท้ายเกมก็พัฒนาจนเสร็จสิ้นทั้งหมด และเมื่อวางจำหน่ายมันคืออีกเกมที่แฟน ๆ ชื่นชมเป็นอย่างมาก จนกระทั่งทุกวันนี้ หากถามว่า ถ้าอยากเริ่มเล่น Far Cry จะเริ่มภาคไหนดี หรือภาคใดที่สนุกที่สุด หลายคนก็คงเลือกตอบว่าภาค 3 อย่างแน่นอน

จากทริปหรรษาสู่หมู่เกาะแห่งสงคราม

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Jason Brody ได้ไปทริปเที่ยวพักผ่อนกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งในหมู่เกาะ Rook ซึ่งเป็นสถานที่สมมติตั้งอยู่ระหว่างมหาสมทุรอินเดียและแปซิฟิก ในขณะที่เล่นโดดร่มกันอยู่ พวกเขาดันลงมาบนเกาะที่เป็นฐานทัพของเหล่าโจรสลัด และถูก Vaas จับตัวมา Jason และ Grant ที่ถูกจับตัวมา อาศัยความฉลาดเล็ดลอดหนีออกมาได้ แต่พวกของ Vaas ก็ไหวตัวทันซะก่อน Grant ถูกฆ่าตายในขณะที่ Jason หนีรอดออกมาได้และได้รับความช่วยเหลือจาก Dennis ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้รเมือง เขามองเห็นว่า Jason อาจเป็นสุดยอดนักรบ Rakyat จึงได้มอบรอยสักให้กับเขา จากนั้นภารกิจการหนีออกจากเกาะนรกที่งดงามราวกับสวรรค์แห่งนี้ ไปพร้อม ๆ กับการช่วยเหลือเพื่อน ๆ ของ Jason จึงได้เริ่มต้นขึ้น

สิ่งที่แฟน ๆ แทบจะจดจำได้ไม่ลืมจาก Far Cry 3 คงไม่น่าใช่ใครอื่น นอกจาก Vaas ตัวร้ายของเรื่องที่นำแสดงโดย Michael Mando ที่มาพร้อมประโยคเด็ดอย่าง Did I ever tell you what the definition of insanity? การเปิดตัวของเขา ตั้งแต่การอยู่บนปกเกม ไปจนถึงฉากแรก ยิ่งทำให้แฟน ๆ จดจำเขาได้เป็นอย่างดี แม้ท้ายที่สุดแล้วเขาจะไม่ใช่ลาสท์บอสในเกมนี้ แต่ใครที่เล่น Far Cry 3 ต้องจดจำ Vaas ได้ดีกว่าคนอื่น ๆ อย่างแน่นอน

ภารกิจการทวงคืนหมู่บ้านที่จะต้องปะทะกับเหล่ากองโจรสลัด เราในฐานะตัวเอกของเกมก็กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มต่อต้านไปโดยปริยาย ซึ่งก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์เกมชุดนี้ ที่เรามักจะต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์สุดปวดหัวจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตต่อมา

นอกจากเนื้อเรื่องส่วนของการเอาตัวรอดแล้ว นี่อาจจะเป็น Far Cry ภาคแรก ๆ ที่มีการนำเสนอฉากประเภทหลอนประสาทหรือที่แฟน ๆ เรียกกันว่าอาการเมายาที่จะทำให้เราเห็นภาพหลอนสุดเพี้ยน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ส่วนตัวของ Far Cry ไปโดยปริยาย เพราะทั้งภาค 4 และภาค 5 ที่ตามออกมาหลังจากนั้นก็มีการใส่ฉากประเภทนี้เข้าไปด้วยเช่นกัน บางช่วงของฉากประเภทนี้ในเกม Far Cry 3 ก็อาจทำให้มันกลายเป็นเกมสยองขวัญนิด ๆ ก็มี

ปีนเสาวิทยุ เปิดแมป ล่าสัตว์ อิสระในโลกของภาค 3

สำหรับสูตรสำเร็จของเกม Ubisoft หรือเกม Open World ในยุคหลัง ๆ นี้ ถ้าใครเคยเล่น Far Cry 3 มาก่อนก็คงรู้ทันทีว่าเกมนี้นี่แหละ ที่ถูกนำไปใช้งานต่อยอดในเกมอื่น อิสระในเกมนี้มีสูงมากเสียจนผู้เล่นหัวหมุนว่าควรจะทำอะไรต่อดี แผนที่ก็อยากเปิด ของก็อยากได้ อยากขยายช่องเก็บของ และอีกมากมาย เพราะระบบเกมในช่วงแรกจะทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เรามีอยู่ ยังไม่พอจะไปสู้หรือไปห้าวกับใครได้ เงินก็เก็บได้น้อย กระสุนปืนก็น้อย ถือปืนได้น้อยอีก ผู้เล่นจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น และหนึ่งในนั้นคือการล่าสัตว์ที่ผู้เล่นภาคนี้ชื่นชอบกันเป็นอย่างมาก เพราะสัตว์ในภาคนี้มีหลากหลายประเภท ตั้งแต่ตัวน่ารัก ๆ อย่างพวกกวาง นก ไปจนถึงตัวสุดโหดที่ทำเอาเกมกลายเป็น Jump Scare อย่างพวกจระเข้ งู หรือควาย

การอัปเกรดแต่ละประเภทจะต้องใช้หนังสัตว์ที่แตกต่างกัน และเกมนี้ก็มีกระเป๋าหลากหลายอยา่ง เช่นกระเป๋ากระสุน กระเป๋าช่องเก็บของ กระเป๋าเงิน กระเป๋าอาวุธ กระเป๋าเก็บยาโดป ในการอัปเกรดระดับสูงอาจจะต้องไปล่าสัตว์ระดับสูงตาม เช่นปลาฉลาม ที่อาจจะต้องฟาร์ม ปลดล็อคสกิลในระดับหนึ่งก่อนถึงจะไปสู้ไหว ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเป็นอาหารปลาฉลามแทน

เพราะระบบของเกมพยายามทำให้เราต้องอัปเกรดตัวละครตลอดเวลา ไม่แปลกใจที่บางทีเนื้อเรื่องของเกมก็ไม่ไปหน้ามาหลัง เพราะเราจะรู้สึกว่าเราพยายามหาเงิน เก็บของโน่นนี่ รู้ตัวอีกทีก็ซัดยาวไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่ Main Mission ไม่ได้แตะเลยแม้แต่น้อย รวมไปถึงการเปิดโซนแผนที่ให้แสดงจุดเก็บไอเทม หรือสถานที่สำคัญต่าง ๆ ก็จะใช้วิธีการปีนเสาวิทยุเพื่อเปิดแผนที่ ยิ่งเปิดมาก โลกในเกมก็ยิ่งกว้างใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเป็นการยั่วให้ผู้เล่นออกนอกลู่นอกทางมากขึ้นเท่านั้น แต่ท้ายที่สุด สเกลพลังที่ผู้เล่นมีก็จะเชื้อเชิญให้ผู้เล่นไปทำภารกิจเนื้อเรื่อง และเลือกได้ว่าจะบู๊แหลกหรือลอบเร้นได้ตามใจ

ความโกลาหลคือจุดขายของ Far Cry 3 (และภาคต่อ ๆ มา)

ใครที่เคยเล่น Far Cry 5 อาจจะรู้อยู่แล้วว่าโลกของเกมช่างวุ่นวายอุตลุดตลอดเวลา ซึ่งจริง ๆ อะไรแบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ Far Cry 3 แล้ว เพราะโลกของเกมที่รันไปอย่างธรรมชาติ ทำให้เราได้เห็นอะไรแปลก ๆ ในเกมนี้อยู่เป็นประจำ ยกตัวอย่างเช่น ผู้เขียนเคยจะไปตี Outpost ของศัตรู ซึ่งใกล้ ๆ Outpost นั้น มีควายอยู่ใกล้ ๆ โดยในเกมนี้ ควายเป็นสัตว์ประเภท Agressive หรือบวกก่อนเสมอ ในขณะที่ผู็เขียนกำลังจะเข้าโจมตี ปรากฎว่าควายมันเข้าไปในระยะที่มองเห็นเหล่าศัตรูพอดี จึงวิ่งไล่ขวิดศัตรูจนตายแทบจะยกค่าย เหลือเพีง 2-3 คน ซึ่งผู้เขียนก็ใช้สไนเปอร์เก็บเสียง สอยจนครบ และเอาชนะไปอย่างง่ายดาย

หรืออีกภารกิจหนึ่งที่เป็นการล่าค่าหัว ในขณะที่ผู้เขียนไปถึงเป้าหมาย และกำลังพยายามจะใช้ธนูเก็บลูกสมุน และเข้าประชิดเพื่อใช้มีดปาดคอเป้าหมายหลัก ปรากฎว่าพันธมิตรของเรา ดันขับรถผ่านมาใกล้ ๆ จึงกลายเป็นสงครามยิงกันจนวายป่วง แถมศัตรูไม่มีเวลาหันมาสนใจเราอีก งานนี้ก็ลอบเชือดจนจบภารกิจได้ง่าย ๆ ซึ่งในระหว่างเกมการเล่น ผู้เล่นจะเจออะไรอย่างนี้บ่อยมาก หลายครั้งก็ทำให้เราอึ้งว่าโลกของเกมนี้มันดูธรรมชาติมาก อะไรก็เกิดขึ้นได้ระหว่างเล่นจริง ๆ

ในทุก ๆ การเดินทาง การขับรถ ขับเรือ หากไปจ๊ะเอ๋กับฝูงศัตรูก็มีโอกาสที่่เราจะต้องสู้ตายไม่ก็หนีตาย ทำให้เรารู้สึกว่าโลกของเกมนี้ไม่เคยปลอดภัย (จนกว่าสกิลเราจะแกร่งพอ) บวกกับบรรยากาศสุดสดใสในหมู่เกาะเขตร้อน ทำให้แม้ว่าอารมณ์ร่วมในเกมจะ Contrast กันไปบ้าง แต่ภาพรวมของ Far Cry 3 ยังคงเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมเสมอ แม้จะหยิบมาเล่นในตอนนี้

การผลักดันให้ตัวร้ายกลายเป็นจุดขายและน่าจดจำ

เมื่อ Far Cry 3 ประสบความสำเร็จจากการนำ Vaas ขึ้นมาเป็นจุดขาย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Far Cry ก็พยายามดันเอาเหล่าตัวร้ายขึ้นมาบนปกเกมตลอด เช่นภาค 4 ที่เป็น Pagan Min ภาค 5 ที่เป็น Joseph Seed หรือภาคล่าสุดอย่าง Far Cry 6 เอง ก็เป็น Anton Castillo แม้ว่าเนื้อเรื่องหลักจริง ๆ แล้ว ตัวร้ายอาจไม่ได้ร้ายจริง แต่นี่คืออีกเสน่ห์ของ Far Cry ที่ชักชวนให้ผู้เล่นเข้าไปหาคำตอบภายในเกมด้วยตัวเอง

หลายคนเริ่มจะเบื่อกับมุกแบบนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว Far Cry ก็ยังคงเป็น Far Cry ที่ทุกคนชื่นชอบ ทีนี้ต้องมารอดูกันว่าในภาค 6 นี้จะเป็นยังไงกันต่อไป

Far Cry 6 จะวางจำหน่าย 7 ตุลาคมนี้ บน PC, PS4, PS5, XBOX One, XBOX Series X/S แฟน ๆ ก็รอซื้อ รอเล่นกันได้เลย

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง