ภาษีกับธุรกิจเกมอาร์เคด เมื่อสองสิ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดต่อวงการ

เมื่อวันก่อนมีข่าวหนึ่งจากทาง Kotaku ที่ผู้เขียนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกมตู้ของประเทศญี่ปุ่นที่มักจะหยิบมาเล่าสู่กันฟังอยู่บ่อยครั้ง และก็ดูเหมือนว่าข่าวนี้จะค่อนข้างมีผลกระทบกับธุรกิจเกมตู้ที่ญี่ปุ่นอย่างมาก นั้นก็คือการปรับเรทภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VATS จาก 8% กลายเป็น 10% ซึ่งเรื่องนี้มีผลกระทบอย่างมากกับวงการเกมตู้ที่ญี่ปุ่นจนอาจจะถึงขั้นธุรกิจล่มสลายเลยก็เป็นได้

เพราะอะไร ? อย่างที่ทราบกันดีว่าโดยปกตืแล้วค่าหยอดเหรียญของการเล่นเกมอาร์เคดไม่ว่าจะเกมไหนต่างก็เก็บเป็นตัวเลขกลม ๆ ที่ 100 เยนขึ้นไป หรือไม่ก็ 50 เยนในบางร้าน และการปรับขึ้นของภาษีมูลค่าเพิ่มในครั้งนี้เป็น 10% หมายความว่าราคาค่าเล่นจะต้องถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น เรื่องราคาคงเป็นสิ่งที่หลายคนจ่ายเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆคือการตั้งค่าหยอดเหรียญของแต่ละเกมต่างหาก เพราะราคาที่รวม VATS จะอยู่ที่ประมาณ 108 – 110 เยน และการตั้งค่าเกมให้หยอดได้ในราคานี้นั้นเป็นไปไม่ได้เลย

เพราะอะไร ? ถ้าหากเป็นเกมใหม่ก็อาจจะสามารถทำได้ แต่เกมเก่า ๆ ที่ผ่านมานั้นล้วนถูกตั้งค่าไว้ให้จดจำเหรียญขนาดเดียวเบอร์เดียวเท่านั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบของเกมที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยเฉพาะในเกมเก่า ๆ ที่ออกมานาน ทำให้ภาระเหล่านี้ตกไปอยู่ที่ผู้ประกอบการทันที ครั้นจะให้ตั้งราคาแบบเก้ากระโดดจาก 100 เยนเป็น 200 เยนก็เป็นการไล่ลูกค้าทางอ้อม เพราะมันคือการจ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสองเท่าทีเดียว

“อุตสาหกรรมเกมตู้จะหายสาบสูญไป” ผู้ประกอบกิจการเกมตู้ในวัย 47 ปีที่จังหวัดโยโกฮาม่ากล่าวกับผู้สื่อข่าวจาก Senkai Business “เราไม่สามารถตั้งราคาจากเกมละ 100 เยนเป็น 110 เยนได้ ซึ่งนั้นเป็นหนทางเดียวที่ทางผู้ประกอบการอย่างเราจะสามารถรับมือกับกำแพงภาษีที่เพิ่มขึ้นได้”

อ้างอิงจากบทความที่ผู้เขียนเคยพูดถึงอุตสาหกรรมเกมตู้ในประเทศญี่ปุ่น ว่าที่ยังอยู่ได้ก็เพราะยังมีลูกค้าที่เหนียวแน่นและรวมไปถึงค่ายเกมต่าง ๆ เองก็มีกิจการร้านค้าเกมอาร์เคดอยู่ในครอบครองอยู่หลายเจ้า และนี่ถือเป็นจุดเสี่ยงครั้งใหม่ที่ผู้ประกอบการจะต้องเจอ ซึ่งจากสถิติในตอนนี้ร้านเกมอาร์เคดทุกประเภทในญี่ปุ่นเหลืออยู่เพียงไม่เกิน 14,000 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นแล้ว

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหานี้จะไม่มีทางแก้เสียทีเดียว ร้านเกมอาร์เคดหลายร้านในญี่ปุ่นตอนนี้เลือกที่จะรับเงินแบบดิจิทัลในการเล่นเกมตู้แล้ว เช่นการเติมเงินในบัตรและให้ตัดเป็นครั้ง ๆ ไป ซึ่งก็ช่วยสามารถลดภาระในเรื่องของภาษีไปได้ แต่แน่นอนว่าปัญหานี้ก็ยังคงเป็นเรื่องคาราคาซังสำหรับร้านเล็ก ๆที่ไม่มีเงินในการลงทุนมากพอ เพราะระบบที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินนั้นใช้เงินลงทุนสูงมาก จนอาจจะทำให้ร้านเล็ก ๆ ที่ยังเหลืออยู่รับภาระกันไม่ไหวกันได้

จะเห็นได้ว่าเรื่องภาษีที่ถูกปรับขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ แม้แต่ในญี่ปุ่นเอง ซึ่งถ้าเป็นการบริการหยอดเหรียญอื่น ๆ อย่างตู้กดน้ำอัตโนมัติก็จะไม่มีปัญหานี้ เพราะได้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมารองรับกับ VATS ที่เพิ่มขึ้นได้ ในขณะที่เกมตู้ไม่สามารถทำได้เพราะเกี่ยวพันกับระบบของเกม แม้จะมีวิธีแก้อย่างที่บอกไปแต่ผู้ประกอบการรายย่อยอาจจะต้องลำบากมากขึ้นอีก โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนก็ไม่อยากให้ร้านย่อย ๆ ที่ไม่ได้เป็นร้านสาขาของค่ายเกมต้องปิดตัวลงเพราะสาเหตุนี้ เพราะร้านเล็ก ๆ เหล่านี้มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะกับเกมที่ให้บริการที่ยืดหยุ่นและอิสระมากกว่า รวมไปถึงเกมเก่า ๆ ทั้งหลายที่ไม่สามารถตั้งค่าการหยอดเหรียญได้ ซึ่งถ้าหากมันจะหายไปก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดายมากทีเดียว

กระนั้นเราก็ต้องมาดูกันว่าอุตสาหกรรมเกมตู้ในญี่ปุ่นจะมีการปรับตัวให้อยู่รอดจากสถานการณ์นี้ไปได้อย่างไร เพราะนี่ถือเป็นอีกครั้งที่วงการนี้ถูกทดสอบด้วยโจทย์ชิ้นยากอีกครั้งหนึ่ง จะหายไปอย่างไร้ร่องรอยหรือยังต่อชีวิตออกไปได้อีก เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง – How The Japanese Government Might Kill Arcades

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close