นักสร้างเกมปะทะโลกทั้งใบ – Rockstar Games สร้างประเด็นร้อนอะไรกับสังคมบ้าง


Rockstar Games มีชื่อเสียงเรื่องการทำเกมที่มีคุณภาพระดับ AAA มากมาย ตั้งแต่ซีรีส์ Grand Theft Auto กับ Red Dead Redemption โดยเกมทุกภาค ล้วนมีส่วนช่วยสร้างขีดกำจัดของวิดีโอเกมให้ไปถึงจุดสูงสุดทั้งหมด

แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทีมงาน Rockstar รวมถึง Take-Two Interactive มักพบเจอเป็นประจำจนกลายเป็นวัฏจักรชีวิตไปแล้ว นั่นคือ “ข้อถกเถียงระหว่างผู้สร้างเกมและชาวโลก” เนื่องจากทีมงานชอบสร้างเกมซึ่งมีเนื้อหาล่อแหลม รุนแรงกว่าเกมอื่น ๆ เสมอ จนฝ่ายผู้ปกครองและรัฐบาลต้องเป็นปริปักษ์กับค่ายดังกล่าว ก็บอกได้เลยว่าเป็นแพะรับบาปของวงการเกมเลยทีเดียว

แล้วมีประเด็นถกเถียงระหว่าง Rockstar Games กับชาวโลกอะไรบ้างที่น่าสนใจ บทความนี้จะนำเสนอเรื่องราวให้ผู้อ่านทราบกันครับ

Rockstar กับการทำงานแบบ Crunch Culture

Red Dead Redemption 2

มาพูดถึงประเด็นร้อนแรงล่าสุดของอุตสาหกรรมเกมในช่วงนี้ก่อน ซึ่งทีมงาน Rockstar Games ก็เป็นหนึ่งในปัญหา ที่มีการร้องเรียนว่ามีวัฒนธรรมการทำงานแบบ Crunch Culture หรือนโยบายทำงานหนักเกินมาตรฐานที่ตั้งไว้

เรื่องราวเริ่มจากคุณ Job J Stauffer ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Orpheus Self-Care Entertainment หรืออดีตพนักงานสังกัด Rockstar Games ออกมาเล่าประสบการณ์ทำงานสุดโหด กล่าวว่าในอดีตที่กำลังพัฒนาเกม GTA IV เปรียบเสมือนกำลังโดน “เอาปืนจ่อหัว” ที่ต้องนั่งทำงานตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ และเคยโดนต่อว่าจากที่ทำงาน โดยหาว่าแกล้งลาป่วยไข้หวัดใหญ่ เพื่ออู้งานนั่งเล่น Twitter

และนอกจากนี้ คุณ Sam Houser สัมภาษณ์กับเว็บ Vulture ว่าทีมงาน Rockstar ต้องทำงานอย่างหนักถึง 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อพัฒนาเกม Red Dead Redemption 2 ให้มีคุณภาพสูงสุด ซึ่งหลังจากบทความดังกล่าวเผยแพร่ออกมา ทำให้เกมมอร์รู้สึกไม่พอใจ หรือตั้งคำถามข้อสงสัยว่าทีมงานมีวัฒนธรรม Crunch Culture หรือไม่

คุณ Sam Houser จึงออกมาเคลียร์ผ่าน Kotaku เพิ่มเติมว่า การทำงานอย่างหนักถึง 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นั่นเป็นแค่เฉพาะรายบุคคลเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนจะสามารถทนกับการทำงานแบบ Crunch Culture พร้อมให้เหล่าพนักงาน Rockstar ทุกคนกล่าวความรู้สึกระหว่างการทำงานในสตูดิโอ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของตนเอง หลังจากนั้น ประเด็นถกเถียงดังกล่าวก็เริ่มเบาตามกาลเวลา

Pinkerton ฟ้อง Rockstar เพราะทำภาพลักษณ์นักสืบเอกชนเสียหาย

Red Dead Redemption 2

ในชีวิตจริง บริษัทฝ่ายรักษาความปลอดภัยและนักสืบเอกชน Pinkerton เปรียบเสมือนเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม แต่ไม่ใช่สำหรับเกม Red Dead Redemption 2 ที่เซตติงของเกมให้เป็นฝ่ายร้ายในคราบผู้ดีซะงั้น ทางบริษัท Pinkerton จึงสั่งฟ้อง Take-Two Interactive กับ Rockstar Games โดยมีสาเหตุว่า ทำภาพลักษณ์ของบริษัทเสียหาย

แม้ตอนแรก ทาง Pinkerton กล่าวชื่นชมทีมงานว่าได้ “แสดงความรัก” ต่อบริษัทก็จริง แต่รู้สึกว่าทีมผู้สร้างเกมพยายามยัดเหยียดให้บริษัทกลายเป็นผู้ร้ายมากเกินไป ทาง Pinkerton จึงเรียกร้องให้ Take-Two “จ่ายชำระเงินในก้อนเดียว หรือ จ่ายค่าลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง” ถ้าหากยังใช้ตัวละคร Andrew Milton กับ Edgar Ross ซึ่งเป็นตัวละครฝ่ายร้ายของฝั่ง Pinkerton ต่อไป

แต่ล่าสุด คดีของชั้นศาลก็มีการตัดสินแล้วว่า Rockstar Games ไม่มีความผิดพร้อมยกฟ้อง เพราะการอ้างอิงข้อมูล Pinkerton ของ Red Dead Remption 2 ถือเป็น Fair Use (การใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบ)

Lindsay Lohan ฟ้อง Rockstar เพราะเอาเธอเป็นแบบในเกมโดยไม่ได้รับอนุญาต

คาดว่าประเด็นถกเถียงที่โด่งดังมากที่สุด เพราะผู้ฟ้องสำหรับเคสนี้ เป็นดารานักแสดงหญิงชื่อดังนามว่า Lindsay Lohan ออกสั่งฟ้อง Take-Two Interactives และ Rockstar Games เพราะเชื่อว่าทีมงาน เอาตัว “เธอ” ไปขึ้นโปรโมเกม Grand Theft Auto V โดยไม่ได้รับอนุญาต

คุณ Lohan กล่าวหาว่าทีมงานผู้สร้างเกม แอบนำต้นแบบของเธอเข้าไปอยู่ในเกมแบบไม่ผ่านการยินยอมจากเจ้าตัว โดยชี้ว่าตัวละครมีลักษณะสวมชุดบิกินี่สีแดง ถือโทรศัพท์มือถือกำลังถ่ายรูป Selfie (พบเห็นบ่อยตอน Loading Screen) มีลักษณะใบหน้าคล้ายกับเธอมาก

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากคดีนี้ยืดเยื้อมานานถึงปี 2017 – ทางศาลมีการตัดสินว่าบริษัท Take Two กับ Rockstar Games ไม่มีความผิด โดยกล่าวเหตุผลว่า ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าทีมงานจงใจแอบใช้ Lindsay Lohan ตั้งแต่แรก และวิดีโอเกมไม่ได้เข้าข่ายเป็นการ “โฆษณา” หรือ “การค้า” ตามที่โจทก์กล่าวมา

SJW รวมตัว Boycott ทีม Rockstar เหตุทำเกมส่งเสริมความรุนแรงกับเพศหญิง

ศัตรูตลอดกาลของค่าย Rockstar Games (แบบไม่ได้ตั้งใจ) ไม่มีทางหนีพ้นกับ “ประชาชนทั่วไป” ซึ่งมองว่าสื่อวิดีโอเกมเป็นสิ่งเสพติดชนิดหนึ่ง หรือปลูกฝังความรุนแรงให้แก่เด็ก ๆ จึงไม่แปลกใจที่หลายครั้ง อย่างเคสนี้เป็นต้น

นามแฝงคุณ Nicole Survivor จาก Target Australia ออกแคมเปญรณรงค์ผ่าน change.org เพื่อปลุกระดมให้ประชาชนทุกคน ร่วมกันถอดถอนหุ้นของ Rockstar Games โดยให้เหตุผลว่าเกม Grand Theft Auto V “ส่งเสริมให้กระทำความรุนแรงหรือสังหารเพศหญิง”

ฟังดูเหมือนเป็นแคมเปญที่ค่อนข้างไม่สมเหตุสมผล แต่ทว่าผลลัพธ์ของ change.org กลับมีกระแสตอบรับดีเกินคาด เพราะมีผู้ลงชื่อสนับสนุนการ Boycott ทีมงานพัฒนาเกมและตัวแทนจำหน่าย เกือบถึง 50,000 รายชื่อ และส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นของบริษัทจริง

แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของเกม Grand Theft Auto V ก็ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดิม ก็ต้องบอกเลยว่าทีมงานต้องใจแกร่งมากที่สามารถต้านทานกระแสของกลุ่ม SJW ซึ่งค่อนข้างมีอิทธิพลอย่างมากในประเทศสหรัฐฯ

รัฐบาลสหรัฐฯ วิจารณ์ Bully เพราะชี้ทางส่งเสริมการกลั่นแกล้งในโรงเรียน

ช่วงก่อนวันวางจำหน่ายเกม Bully – คุณ Jack Thompson หรือเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ต่อต้านวิดีโอเกมเนื้อหารุนแรงกับเพศ ซึ่งเป็นคู่อริของ Rockstar Games มักกล่าวโทษเกมซีรีส์ GTA ว่าส่งเสริมความรุนแรงต่อสังคมหลายครั้ง ออกมาวิจารณ์กล่าวหาว่า Bully เป็นเกม “จำลองเป็นพวก Columbine ค้ายา”

และวิจารณ์ประชดต่อ ESRB ว่า “ยินดีด้วยที่ Bully เป็นเกมสำหรับ T หรือ Teen 13+ เท่านั้น ขอให้สนุกนะ” แม้ว่าองค์กรออกมายืนยันว่าทำตามเกณฑ์มาตรฐานแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ เกม Bully สร้างความไม่พอใจต่อกลุ่ม Bullying Online กับ Peaceaholics โดยวิจารณ์เกมดังกล่าวว่าส่งเสริมการรังแกเด็กภายในโรงเรียน ที่สามารถเลือกกระทำกลั่นแกล้งได้แม้แต่เด็กเล็กหรือผู้หญิงอีกด้วย

ทีมงานผู้พัฒนาเกม จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเกมว่า Canis Canem Edit (ภาษาละตินแปลว่า หมากินหมา) สำหรับฝั่ง PAL เพื่อลดจุดความน่าสนใจที่มีต่อตัวเกม

Manhunt ถูกสอบสวน เชื่อ ! ผลักดันให้อยากฆาตกรรม

ปัญหาถกเถียงครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากเกิดเหตุฆาตกรรมอย่างสยอดสยองที่กรุง Leicestershire ประเทศอังกฤษ โดยมีผู้ต้องหาคือ Stefan Pakeerah เด็กชายอายุวัย 14 ปี ได้ลงมือสังหารเพื่อนของเขา Warren Leblanc อายุวัย 17 ปี

คำถามคือ มันมีส่วนเกี่ยวข้องจาก Manhunt ชอย่างไร? เป็นเพราะจากการสืบสวนของตำรวจอังกฤษ ได้เข้าไปห้องของผู้เสียชีวิต แล้วพบเห็นกล่องเกม Manhunt อยู่ข้าง ๆ เตียง ซึ่งฝ่ายแม่ของผู้เสียชีวิตให้กล่าวคำว่า “เพื่อนของ Warren เป็นคนหมกมุ่นกับเกมดังกล่าวมาก” หรือ “การฆาตกรรมมีความคล้ายคลึงในเกม” และ “ตัวเกมมีระบบคะแนนที่ยิ่งสังหารโหดเท่าไหร่ ก็ยิ่งรับคะแนนเพิ่มเท่านั้น”

หลังจากสื่อข่าวรายงานว่าเกม Manhunt อาจช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้รู้สึกอยากฆ่าคนจริง ทางรัฐบาลอังกฤษจึงเริ่มสั่งการแบนเกม Manhunt และให้ถอดถอนเกมออกจากร้านค้าบางส่วน เพื่อสืบสวนวิเคราะห์ว่าตัวเกมสร้างแรงผลักดันให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงดังกล่าวจริงหรือไม่?

แม้ผลสรุปออกมา จากสำนักงาน Leicestershire Constabulary ว่าเกม Manhunt ไม่มีส่วนช่วยในการส่งเสริมอยากฆาตกรรมก็จริง แต่กระแสตัวเกมก็ได้ไปถึงหูของคุณ Jack Thompson ทำให้เขาเริ่มจับตามอง Rockstar Games อย่างใกล้ชิดแบบไม่ปล่อยมือ และเป็นคู่อริของทีมพัฒนาเกมนับแน่นั้นมา

Manhunt 2 กับความรุนแรงที่โหดเกินมนุษย์

กระแสความรุนแรงของเนื้อหาเกม Manhunt ยังไม่จางหายไป ก็มีข้อถกเถียงตัวใหม่อีกแล้วสำหรับเกม Manhunt 2 ที่รุนแรงก็เดิมสองเท่า

Manhunt 2 จัดว่าเป็นเกม ซึ่งมีกระแสต่อต้านเกือบทั่วมุมโลก และหนักสุดเท่าที่ทีมผู้พัฒนาเคยประสบเจอทั้งหมด เพราะเนื่องจากเนื้อหาของความเกมมีความรุนแรงเกินไป จนถูกแบนจากหลาย ๆ ประเทศ เช่น อังกฤษ, ไอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, เกาหลีใต้, อิตาลี หรืออื่น ๆ และแม้กระทั่งในประเทศสหรัฐฯ จัดเรตให้เกมนี้ที่ AO หรือ Adult Only

เนื่องจากบริษัท Sony, Nintendo กีบ Microsoft ไม่มีนโยบายการรับจำหน่ายเกมสำหรับเรต AO โดยเด็ดขาด ทางทีมงานผู้พัฒนาเกม จึงจำเป็นต้องลดทอนความรุนแรง ด้วยการเซนเซอร์ฉากฆาตกรรม และลบระบบคะแนนทิ้ง เพื่อให้รักษาเรตคงที่ M – Mature

แต่อย่างไรก็ตาม เกมดังกล่าวยังคงถูกกล่าววิจารณ์อย่างรุนแรงโดยคุณ Jack Thompson กับ Keith Vaz รวมถึงวุฒิสมาชิกสหรัฐ Hillary Clinton ซึ่งส่งจดหมายถึงองค์กร ESRB เพื่อเรียกร้องพิจารณาให้จัดเรตเกมใหม่จาก M – Mature กลับเป็น AO – Adult Only อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า “เป็นเกมสำหรับพวกซาดิสม์”

Hot Coffee มินิเกมสุดสยิวใน GTA: SA

GTA San Andreas

เกมมอร์ไทยหลายท่านอาจจะทราบดีแล้วว่า Hot Coffee เป็นมินิเกมของ GTA: SA ที่ผู้เล่นสามารถมีเพศสัมพันธ์กับแฟนสาวอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวถูกลบทิ้งก่อนวางจำหน่าย แต่ทว่ามี Modder สามารถกู้คืนไฟล์ชนิดนี้ จึงมีการแจกจ่ายผ่านคอมมูนิตี้ Mod ของเกมดังกล่าว

แต่หลังจากเรื่องราวของ Hot Coffee เผยแพร่สู่สาธารณชน ทำให้นักการเมือง, ผู้ปกครองหลายฝ่าย และคนหลายกลุ่มเริ่มออกมาต่อต้าน Rockstar Games กับหน่วยงาน ESRB ที่ปล่อยให้เนื้อหาเหล่านี้หลุดออกสู่ตลาดเกมทั่วไป

แน่นอนว่าไม้เบื่อไม้เมาคนเก่า อย่างคุณ Jack Thompson ออกมาตำหนิทีมงาน Rockstar Games อย่างรุนแรงเช่นเคย เกี่ยวกับการทำเกมเนื้อหารุนแรงและเพศอย่างโจ่งแจ้ง (รวมถึงผลงานเกมในอดีตด้วย)

รวมถึงคุณ Hillary Clinton เริ่มออกโรงต่อต้านวิดีโอเกมอย่างจริงจัง ด้วยการเสนอให้เกม GTA: SA เปลี่ยนเรตเกมเป็น AO – Adult Only และทางรัฐสภา มีมติยืนยันให้หน่วยงาน Federal Trade Commission สอบสวน Rockstar กับ ESRB ว่ามีเจตนาปล่อยเกมที่มีเนื้อหาทางเพศหรือไม่

เหตุฉาวของ GTA SA ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกมในสหรัฐฯ ทั้งหมด เพราะทำให้รัฐบาลเริ่มจริงจังกับการใช้กฎหมายควบคุมซื้อผลิตภัณฑ์เกมโดยมีการจำกัดอายุ และสังคมเริ่มตื่นตัวสำหรับวิดีโอเกมเนื้อหาความรุนแรงรวมถึงเพศภายในวิดีโอเกมมากขึ้น