ทำไมเกมแนว Open World ถึงได้รับความนิยมในยุคปัจจุบัน ?


หากเราหยิบเกม AAA ที่กำลังจะวางจำหน่ายในปี 2019 จะพบกว่าเกมส่วนใหญ่นั้นจะเป็นเกม Open World เสียส่วนใหญ่ทั้ง Division 2 , Days Gone, The Outer Worlds, Borderlands 3 และเกมอื่น ๆ อีกมากมาย จนแซงเกมแนวอื่น ๆ ไปหลายเท่าตัวในด้านของจำนวน บางค่ายถึงกับเป็นจุดขายของค่ายเลยก็มี สิ่งเหล่านี้นำไปสู่คำถามว่าทำไมเกมแนว Open World ถึงได้รับความนิยมในยุคปัจจุบัน ?

Hardware ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมาก

ย้อนกลับไปในเมื่อ 16 ปีที่แล้ว (2003) ในตอนนี้เกมแนว Platform กับเกมแนว FPS ในรูปแบบของการเล่นเกมเป็นที่ละด่าน (Stage) ถือว่าเป็นหนึ่งในแนวเกมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในขณะที่เกมแนว Open World ในตอนนี้อย่าง GTA 3 ในตอนนั้นหากเทียบเรื่องกราฟิกกับประสิทธิภาพของตัวเกมกับเกมแนวอื่น ๆ เรียกได้ว่าแพ้อย่างราบคาบ

ขยับขึ้นมาด้วยเวลาเพียง 5 ปี (2008) เกม Open World มีมากมายหลายเกมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกมอย่าง Need For Speed Undercover , GTV:IV , Far Cry 2 ที่ทำให้เกมแนว Open World ดูสวยงาม เต็มไปด้วยรายละเอียดและสามารถเล่นโดยไม่มีฉากโหลดได้มากขึ้น ทำให้การเล่นลื่นไหลขึ้นกว่าเดิม

GTA IV

หนึ่งในข้อเท็จจริงที่มีมูลมากที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือ Hardware ที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดของวงการเกม ทั้งในด้านของการสร้างเกมและการเล่นเกม แม้ว่าเกม Open World จะไม่ใช่เกมแนวใหม่ในยุคนี้ แต่ว่าอุปกรณ์ของยุคนี้ต่างหากที่สร้างให้เกม Open World ออกมาได้ตรงตามใจผู้สร้างมากที่สุด โดยเฉพาะฝั่ง Console ที่สามารถเล่นเกม Open World ได้เหมือนกับชาว PC ลองดูจากการเปรียบเทียบระหว่างสเปกของเครื่อง PlayStation 3 กับ PlayStation 4

นอกจากในเรื่อง Hardware แล้ว Engine ในการสร้างเกมในยุคปัจจุบันยังเอื้อหนุนในการทำเกมแนว Open World มากขึ้นทั้งในเรื่องขององค์ประกอบต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็สามารถ Optimize ให้เข้ากับอุปกรณ์การเล่นเกมได้มากขึ้น จนในปัจจุบันเกม Open World สามารถมอบประสบการณ์การเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งในด้านของกราฟิก เกมการเล่นและประสิทธิภาพของตัวเกม

ดังนั้นนักพัฒนาเกมในยุคปัจจุบันสามารถที่จะสร้างเกม Open World ให้เราเล่นได้โดยที่ไม่แคร์ในเรื่องของ Hardware อีกต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะเกม Open World เท่านั้น แต่เกมแนวอื่น ๆ ก็ยังได้การพัฒนาให้ดีขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้เราจินตนาการไม่ออกเลยว่าเกมในยุคหน้าจะเทพขนาดไหน แต่ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็ต้องใช้ทุนทรัพย์ด้วยเช่นกัน

สร้างประสบการณ์ในการเล่นที่หลากหลายและเข้าถึงได้ง่าย

อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่าเกมแนว Open World ไม่ใช่แนวเกมในยุคใหม่เหมือนกับ Battle Royale แต่เกมแนวนี้สามารถให้สามอย่างที่เกมแนวอื่น ๆ อยากที่จะมอบให้ได้คือ “ความคุ้มค่าในการเล่น” , “อิสระในการออกสำรวจ”

ความคุ้มค่าในการเล่น

เกมแนว Open World มาพร้อมกับโลกในเกมที่กว้างใหญ่ ทำให้ทางทีมงานสามารถที่จะใส่กิจกรรมรวมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ไปในเกมได้แบบจัดเต็ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Object ต่าง ๆ ที่เราต้องทำยิ่งสิ่งนั้นมีรางวัลให้เราจะเล่นแบบลืมวันลืมคืนกันเลยทีเดียว ยิ่งโลกของกว้างเท่าไหร่ความน่าค้นหาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น บางเกมหากเล่นแบบ Perfectionist เก็บทุกอย่างครบ 100% อาจจะใช้เวลาเป็น 100 ชั่วโมง

อิสระในการออกสำรวจ

ด้วยการที่แผนที่ของเกมแนวนี้ส่วนใหญ่จะกว้างมากทำให้เกม Open World ให้โอกาสเราในการออกสำรวจในพื้นที่ต่าง ๆ เดิมทีนั้นเกมแนว Open World จะให้อิสระในการสำรวจแก่เหล่าผู้เล่นอย่างเต็มที่จะไปไหนก็ไปได้ เช่น GTA : 3 , Ragnarok, Saint Row แต่ในปัจจุบันเกมแนวนี้ได้มีการนำเอาการดำเนินเนื้อเรื่องมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขไม่ให้ผู้เล่นออกไปสนุกกับโลก Open World จนเกินไป

สิ่งที่เกม Open World สามารถนำเสนอได้ดีรองไปจากการที่มีอะไรให้ทำมากมายคือ Side Story หรือที่เรานิยมเรียกว่าภารกิจเสริม ที่เกมแนวนี้สามารถทำได้ดีกว่าเกมแนวตะลุยด่านทั่ว ๆ ไป เพราะพวกเขาสามารถออกแบบได้ดีกว่า มีอิสระมากกว่า ซึ่งบางเกมก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็มีหลาย ๆ เกมที่ใส่เยอะจนเกินเหตุจนขาดความน่าสนใจ

ปิดท้ายด้วยการที่ตัวเกมสามารถที่จะให้ผู้เล่นเลือกที่จะเก็บในส่วนที่พลาดในง่าย เช่นในเกมอย่าง Metro ที่ภาคเก่า ๆ ให้เราเล่นไปทีละด่าน ทำให้เราต้องอยู่กับด่านหนึ่ง ๆ นานมาก เพราะเราต้องซึมซับบรรยากาศให้คุ้มค่าที่สุด รวมถึงบรรดาเหล่าไอเทมและ Data ต่าง ๆ ซึ่งหากเราเล่นเกม Open World เราจะไม่แคร์กับปัญหานี้เพราะเราสามารถกลับไปกลับมาในฉากนั้น ๆ เมื่อไหร่ก็ได้

สามารถทำยอดขายได้อย่างมหาศาล

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกมแนว Open World เป็นหนึ่งในแนวเกมที่ทำการตลาดอย่างหนัก เพราะเกมแนว Open World ส่วนใหม่มักจะมาเป็นเกมในระดับ AAA ทางผุ้จัดจำหน่ายต่างมั่นใจว่ายังไงก็ขายดีอย่างแน่นอน ซึ่งหากเราเอาเกมขายดีประจำปี 2018 มากางดูจะพบว่า 5 ใน 10 เกมขายดีเป็นเกมแนว Open World (อ้างอิงจาก venturebeat)

นอกนี้เกมแนว Open World ยังสามารถที่จะขาย DLC ได้ง่ายเพราะโลกของเกมที่กว้างใหญ่ ทำให้ผู้พัฒนาสามารถวาง DLC เข้ามาในเกมได้อย่างไม่ต้องอายใคร แต่หากมองในแง่ดีเกมแนว Open World มีอะไรให้ทำเยอะอยู่แล้ว ยิ่งมี DLC เข้ามาเสริมเข้ามาในเกมจะทำให้เกมสมบูรณ์มากขึ้น

สรุป

เกมแนว Open World มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เราอาจจะได้เห็นเกมแนว Open World ที่แปลกใหม่เช่น The Sims ฉบับ Open World , Splinter Cell ฉบับ Open World ก็เป็นไปได้ สำหรับคนที่ชอบเกมแนวนี้สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องเตรียมนอกจากเงินแล้วคือ “เวลา” ที่เกมแนวนี้มีแต่จะเพิ่มเวลาในการเล่นให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบเกมแนวนี้หรืออาจจะเบื่อเกมแนวนี้ที่มักจะมีอะไรเหมือน ๆ กันไปหมด สำหรับตัวผู้เขียนแล้วแนะนำว่าให้เลือกเฉพาะเกมที่เราสนใจจริง ๆ หรือตรงกับจริตของเราจะช่วยได้มาก ซึ่งก็อย่าลืมว่าเกมแนวอื่น ๆ ก็ได้รับการพัฒนามากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นให้หัวใจและเงินในกระเป๋าตัดสินว่าเกมไหนเหมาะกับคุณ