ทำความรู้จัก V-Sync เทคโนโลยีเพื่อภาพสวยแบบไม่ฉีกขาด


สำหรับเกมเมอร์ชาว PC สิ่งที่อยู่คู่กันแบบแยกไม่ขาดก็คือเรื่องของการตามเทรนด์เทคโนโลยีต่าง ๆหลายอย่างก็มีมานานแล้ว แต่ได้รับการพัฒนาขึ้นตามยุคสมัย ซึ่งก็มีเทคโนโลยีหนึ่งที่อยู่คู่กับพวกเรามานาน และทำให้การเล่นเกมบน PC รู้สึกอิ่มเอมมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีนี้ก็คือ V-Sync นั่นเอง

ตัวอย่างภาพที่เกิดอาการฉีกขาดเมื่อไม่ได้เปิด V-Sync (ภาพจาก Wikipedia)

V-Sync คืออะไร? สำหรับคนที่เล่นเกมบน PC น่าจะคุ้นเคยกับคำ ๆ นี้มาเป็นอย่างดี มันเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ภาพกราฟฟิกของเกม Sync ตรงกันกับเฟรมเรทของจอภาพ เพื่อป้องกันการฉีกขาดของภาพในหน้าจอ เนื่องจากเฟรมที่เร็วเกินไปจนจอภาพประมวลผลไม่ทัน จนเป็นผลทำให้การเล่นเกมนั้นมีความรู้สึกติดขัดและน่ารำคาญอยู่พอสมควร ซึ่งโดยปกติจอภาพทั่วไปในปัจจุบันนี้มี Refresh Rate ที่ 60Hz อยู่แล้ว และการเล่นเกมในปัจจุบันนี้ ถ้าจะให้ลื่นไหลที่สุดก็ต้องมีเฟรมเรทขั้นต่ำอยู่ที่ 60 FPS เช่นกัน

ซึ่ง V-Sync นี้จะทำให้เฟรมเรทของเกมที่เล่น “Sync” หรือรันตรงกันกับอัตรา Refresh Rate ของหน้าจอมอนิเตอร์ ด้วยการจำกัดเฟรมเรทให้ไม่วิ่งเร็วจนเกินไป จนทำให้เกิดอาการภาพฉีกขึ้นอย่างที่กล่าวไป และด้วย V-Sync นี้เองที่ทำให้การเล่นเกมของเรามีความสุขอย่างมาก เพราะผู้เล่นสามารถเสพย์ภาพได้เต็มตาโดยที่ไม่มีอาการฉีกขาดมารบกวนจิตใจ มีภาพที่ลื่นไหลเล่นได้ไม่ติดขัดนั่นเอง

แล้วความแตกต่างระหว่างเปิดหรือปิดมีมากแค่ไหน?

 

V-Sync นั้นจริง ๆ มีส่วนช่วยให้ภาพไม่เกิดอาการ Tearing หรือฉีกขาดเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนช่วยให้เฟรมเรทเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดในเครื่องที่ไม่แรงมากนัก กลับกันแล้ว เนื่องจากเฟรมเรทถูกจำกัด ทำให้ FPS ของเกมนั้นลดลงไปด้วย แถมยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความละเอียดของหน้าจอ สีสันต่าง ๆ หรือความสว่างของภาพอีกด้วย ซึ่งเรื่องนั้นก็ต้องไปดูกันที่ส่วนอื่น ๆ ต่อไป

พูดง่าย ๆ ก็คือ V-Sync นั้นเป็นเทคโนโลยีที่มีเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ PC แต่อย่างใดนั่นเอง

แล้วเราจะสามารถเปิดหรือปิด V-Sync ได้อย่างไร?

ในยุคนี้ V-Sync ถือเป็นตัวเลือกที่มีให้ปรับในเกมทุกเกมบน PC เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว หรือถ้าไม่มีให้ปรับก็สามารถไปปรับได้ที่ Driver ของการ์ดจอ เช่นที่ Nvidia Control Panel ในหัวข้อ 3D Setting เป็นต้น ถ้าหากเครื่องแรงอยู่แล้วอยากเล่นเกมแบบภาพไม่ขาด การเปิด V-Sync เอาไว้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน แต่ถ้าเป็นเกมที่กินสเปกมาก ๆ อย่างเช่น GTA V ก็จะไม่ได้เปิด V-Sync มาให้ตั้งแต่แรก ดังนั้นถ้าใครที่คิดว่าเครื่องแรงอยู่แล้ว จะเปิดไว้ก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด

แล้วการเปิด V-Sync จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง

อย่างที่ได้บอกไปว่า ถ้าหากหน้าจอมอนิเตอร์กับตัวเกมไม่ Sync กันก็อาจจะก่อปัญหาได้ เช่นภาพเกิดการกระตุกหรือ Stutter เฟรมเรทตก ไปจนถึง Input Lag ซึ่งเป็นปัญหาปวดจิตปวดใจสำหรับเกมเมอร์สาย FPS หรือเกมต่อสู้อย่างมาก

ภาพตัวอย่างการเกิด Stutter เมื่อเปิด V-Sync แล้วเฟรมเรทของเกมเกิดอาการดรอปลง

และสำหรับเกมที่ซีเรียสกับเรื่องของ FPS นั้น การเลือกปิด V-Sync อาจจะดีมากกว่า ถ้าหากจอภาพกับประสิทธิภาพของเกมไปด้วยกันไม่ได้ หรืออาจมีอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยลดอาการกระตุกลงได้ก็คือตัวเลือก Triple Buffering ที่ช่วยลดปัญหาของ V-Sync ลง แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้อยู่ดี

ซึ่งนี่ก็คือความหมายและคุณสมบัติของ V-Sync ที่เราเห็นกันจนชินตา แต่ปัจจุบันนี้จอมอนิเตอร์สำหรับเล่นเกมรุ่นใหม่ ๆ นั้นก็มีฟังก์ชั่นพิเศษเพิ่มขึ้นเข้ามาหลายอย่าง เพื่อช่วยลดอาการฉีกขาดของภาพด้วยตัวเองลง ด้วยการสนับสนุนจากเหล่าผู้พัฒนาการ์ดจอทั้งหลายนั่นเอง โดยที่เด่น ๆ และรู้จักกันเป็นอย่างดีก็เช่น G Sync ของ Nvidia และ Free Sync ของ AMD ซึ่งระบบนี้จะตรวจสอบว่าตัวเกมมีการรันที่ลื่นไหลพอหรือไม่ ก่อนที่จะเปิดฟังก์ชั่น V-Sync เพื่อลดอาการฉีกขาดของภาพให้แบบอัตโนมัติ รวมไปถึงช่วยป้องกันอาการเฟรมเรทลดลงอีกด้วย

ส่วนคำถามที่ว่าแล้ว G Sync กับ Free Sync อันไหนดีกว่ากัน?

อันนี้ก็แล้วแต่ว่าผู้ใช้งานจะเลือกว่าอยากใช้ของเจ้าไหน แต่ก็มีข้อสังเกตเล็กน้อยว่าจอที่ใช้เทคโนโลยี G Sync นั้นจะมีราคาสูงกว่าจอที่ใช้ Free Sync อยู่พอสมควร แต่ในตอนนี้ทาง Nvidia และ AMD ต่างก็ปรับแต่งไดรเวอร์และเทคโนโลยีของตนเองให้สามารถใช้งานฟังก์ชั่นของคู่แข่งได้แล้ว ทำให้ผู้ที่ใช้การ์ดจอ Nvidia สามารถใช้งานจอที่มี Free Sync ได้ แม้จะยังไม่สมบรูณ์ก็ตาม

โดยสรุปแล้ว V-Sync ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เหล่าเกมเมอร์บน PC เล่นเกมได้อย่างมีความสุขมากขึ้น แม้จะไม่ได้มีผลทำให้ภาพสวยขึ้นหรือชัดขึ้น แต่การที่ไม่ต้องมารำคาญตากับเส้นฉีกขาดในระหว่างเล่นเกมนั้นถือเป็นอะไรที่มีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก ถ้าคุณไม่ได้ซีเรียสเรื่องเฟรมเรทและมี PC ที่ประสิทธิภาพสูงอยู่แล้ว การเปิด V-Sync ไว้ก็น่าจะช่วยให้คุณเล่นเกมได้อย่างมีความสุขมากขึ้นครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: What is VSync, and when should you use it?- Digital Trend