ติวเข้มก่อนซื้อเครื่อง กับรายละเอียดเจาะลึกของ PlayStation 5

แม้จะน่าเศร้าที่ตอนนี้ประเทศไทยเรายังไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับราคา หรือกำหนดวางจำหน่ายของเครื่อง PlayStation 5 แต่การทำการบ้านเตรียมไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องดี และวันนี้เราจะมาติวเข้มแบบจัดหนักจัดเต็มถึงสิ่งที่ต้องรู้ก่อนจะเป็นเจ้าของเครื่อง PlayStation 5 กัน ว่ามีอะไรบ้าง

ความแตกต่างระหว่าง Standard และ Digital Edition

อย่างแรกที่ควรรู้กันก่อนเลยคือ PlayStation 5 มีทั้งหมดสองแบบด้วยกัน คือแบบ Standard และ Digital Edition ซึ่งทั้งสองแบบนี้มีความต่างกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือแบบ Digital จะไม่มีไดร์ฟอ่านแผ่น Ultra HD-Blu-Ray มาให้ด้วย เพียงเท่านั้น

รุ่น Standard ผู้เล่นจะสามารถซื้อเกมแบบแผ่น และใส่แผ่นเล่นได้ ส่วนรุ่น Digital ผู้เล่นจะสามารถเล่นเกมแบบดิจิทัลได้เท่านั้น เพราะไม่มีที่อ่านแผ่นเกมให้ใช้ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเครื่องจะสามารถซื้อเกมจาก PlayStation Store และซื้อเกมแบบดิจิทัลได้ด้วยกันเหมือนเดิม

ส่วนใครที่อยากรู้ หรือลองชั่งดูใจดูว่าตัวเองเหมาะกับเครื่องแบบไหนมากกว่ากัน ลองไปอ่านกันได้ที่บทความ PS5 Standard VS. PS5 Digital Edition เครื่องไหน ‘ใช่’ สำหรับคุณ

เกร็ดความรู้อื่น ๆ คือเครื่อง PlayStation 5 จะสามารถวางได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบระบายความร้อน และจะยังไม่มีสีอื่นออกมาในช่วงแรกของการวางจำหน่าย (นั่นหมายความว่าอนาคตจะมี)

ส่วนช่อง Input / Output ของเครื่องมีรายละเอียดดังนี้

เร็ว แรงขึ้นด้วย Ultra High-Speed SSD

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ทาง PlayStation 5 ใช้เป็นจุดขายก็คือ SSD ซึ่งทาง Sony ใช้ชื่อว่า Ultra High-Speed SSD ซะด้วย โดยเป็น SSD ความเร็วสูงพิเศษโดยมีเป้าหมายในการกำจัดอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ระหว่างการเล่นเกม นั่นหมายความว่าบางเกมอาจจะไม่มีการโหลดฉากใด ๆ รวมไปถึงใช้เวลาในการโหลดสิ่งต่าง ๆ ในเกมได้รวดเร็วขึ้น

ตรงส่วนนี้ทำให้ทีมผู้พัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากมัน ทำให้ออกแบบโลกของเกมได้ง่าย ละเอียด และมีชีวิตชีวามากขึ้น ที่สำคัญคือเกมเมอร์จะได้ใช้เวลาในการเล่นมากกว่านั่งรอการโหลดแน่นอน ความต่างของ Ultra-High Speed SSD คือแบนด์วิธในการอ่านข้อมูลที่สูงกว่า SSD ทั่วไปมาก

ที่สำคัญคือผู้ใช้งานจะสามารถขยายพื้นที่จัดเก็บของ SSD ได้ โดยต้องใช้เป็น M.2 SSD เท่านั้น ทางผู้พัฒนาและ Sony จะมาแจ้งรายละเอียดตรงส่วนนี้ในอนาคต

ปรับปรุงความสามารถในการดาวน์โหลดและจัดเก็บเกม

ในบางเกมที่มีหลากหลายโหมด ผู้เล่นจะสามารถเลือกได้ว่าจะลบโหมดใดออก หรือเก็บโหมดใดไว้ เทคโนโลยีนี้คล้ายกับ Call of Duty: Modern Warfare ที่ปรับได้ว่าจะติดตั้งโหมดใดโหมดหนึ่งหรือทั้งหมด  และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของ PlayStation 5 จะดีกว่า PlayStation 4 ทั้งหมด นั่นคือสามารถจัดการข้อมูลขณะอัปเดตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยนั่นคือสามารถโอนไฟล์เกมไปลง External HDD หรือ USB ได้หรือไม่ ทาง Sony ได้ออกมาบอกว่า ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ไฟล์เกมของ PS5 ต้องรันบน PS5 เท่านั้น แต่พวกขเากำลังพิจารณาถึงทางออกของปัญหานี้กันอยู่ในอนาคต

CPU, GPU และ RAM

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ PlayStation 5 ทำได้นั่นคือการแสดงผลแบบ Ray-Tracing ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการแสดงผลกราฟิกที่ให้ความสมจริงกับวิธีที่แสงกระทบกับวัตถุและพื้นผิว โดยจะมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายละเอียดของภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมไปถึงผู้พัฒนาบางค่ายใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ในการจัดแสง และแสดงเอฟเฟคท์ขั้นสูงอื่น ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมและคำแนะนำจากผู้พัฒนา

  • ปุ่มที่อยู่บนตัวเครื่อง PlayStation 5 จะมีปุ่ม Power และ Eject สำหรับถอดแผ่นออกจากเครื่อง กรณีเครื่องรุ่น Digital จะมีเพียงปุ่ม Power
  • ผู้พัฒนาตั้งใจให้เครื่อง PlayStation 5 ทำงานได้เบากว่า PlayStation 4 ผู้พัฒนาได้ปรับปรุงระบบระบายความร้อน รวมถึง Heat Sink กำหนดเองที่ทำให้ระบบการระบายความร้อนดีขึ้นได้
  • ตัวเครื่องจะมี Rest Mode หรือโหมดพัก ที่หน้าจอจะดับลง และไฟแสดงสถานะจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ตัวเครื่องจะเข้าสู่สถานะพลังงานต่ำ แต่เราสามารถให้เครื่องยังคงทำงานในส่วนอื่น ๆ ได้ เช่นดาวน์โหลดไฟล์ หรือชารจ์แบตเตอรี่ของจอยคอนโทรลเลอร์
  • ควรวางเครื่องให้ห่างจากผนังอย่างน้อย 10 เซนติเมตร หรือ 4 นิ้ว / ไม่ควรวางบนพรมที่มีเส้นใยยาวจนเกินไป / อย่าวางในพื้นที่คับแคบ / อย่าคลุมด้วยผ้า / อย่าให้ฝุ่นสะสมที่ช่องระบายอากาศ คอยทำความสะอาดด้วยเครื่องมือสม่ำเสมอ

การรองรับกับทีวีและความละเอียดภาพต่าง ๆ

เครื่อง PlayStation 5 ไม่จำเป็นต้องใช้ทีวีคุณภาพ 4K ในการเล่น โดยเครื่องจะสามารถรองรับจอภาพหรือทีวีได้ตั้งแต่ 720p, 1080i, 1080p และ 2160p และสามารถแสดงผลความละเอียดได้ที่ 4K Ultra HD เมื่อเชื่อมต่อกับจอที่รองรับ รวมไปถึงยังสามารถเข้ากันได้กับจอที่แสดงผลได้ 8K และจะแสดงผล 8K ได้เมื่อมีการอัปเดตในอนาคต และมีซอฟต์แวร์ที่รองรับ

DualSense สุดยอดคอนโทรลเลอร์ที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเครื่อง

อีกหนึ่งสิ่งที่ทาง Sony และเหล่าผู้พัฒนาเกมสรรเสริญไม่แพ้ตัวเครื่องก็คือจอย DualSense ที่มาพร้อมกับเครื่อง PlayStation 5 สองระบบที่ทำให้มันดูน่าสนใจกว่า DualShocker ก็คือระบบ Adaptive Trigger และระบบ Haptic Feedback ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อประสบการณ์การเล่นเกมที่จะทำให้ผู้เล่นดื่มด่ำกับมันได้อย่างลึกซึ้ง

การทำงานของระบบ Adaptive Trigger จะรวมอยู่ในปุ่มของ L2 และ R2 โดยจะเป็นการสร้างเอฟเฟคท์แบบเรียลไทม์ที่จะทำให้การเล่นเกมของคุณดูจริงจังมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการใช้อาวุธประเภทธนู คุณจะรู้สึกถึงแรงต้านเพื่อกำลังดึงสายจนตึง หรือเวลาขับรถแล้วเหยียบเยรคก็อาจจะรู้สึกได้ถึงแรงต้านของมันด้วย

ผู้พัฒนาเกมสามารถตั้งโปรแกรมและความต้านทานของตัวทริกเกอร์ได้อย่างอิสระ ดังนั้นจึงน่าสนใจว่าเหล่าผู้พัฒนาจะจัดการกับเทคโนโลยีนี้ยังไงเพื่อให้การเล่นเกมออกมาได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

ในขณะที่ผู้เล่นเองก็สามารถปรับการตั้งค่า เปิด-ปิด ระบบนี้ได้ตามต้องการ

และแน่นอนว่าตัวคอนโทรลเลอร์ยังมีลำโพงและไมโครโฟนในตัวแถมมาให้ด้วย แถมยังมีรูแจ็คที่สามารถใช้อุปกรณ์แบบหัวแจ็คเสียบเข้ากับตัวคอนโทรลเลอร์ได้โดยตรง และสามารถรับคำสั่งด้วยเสียงได้ โดยจะรองรับหลากหลายภาษาตั้งแต่อังกฤษ, ญี่ปุ่น, สเปน, ละตินอเมริกัน, ฝรั่งเศส, อิตาลี และเยอรมัน

ไลน์อัพเกมที่ดูแข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์

แน่นอนว่าเรื่องสเปคเครื่องหลายคนอาจไม่ค่อยจะสนใจ ทีนี้มาดูเรื่องเกมกันบ้าง แม้ว่า PlayStation 5 จะเป็นเครื่องเกม Next-Gen อย่างแท้จริง แต่เกมที่ออกในช่วงนี้ก็ยังเป็นเกมที่พัฒนาแบบ Cross-Gen หรืออย่างน้อยก็ต้องยังเล่นบนเครื่อง PlayStation 4 ได้ ทางที่ดีถ้าอยากเห็นประสิทธิภาพของเครื่องจริง ๆ ก็อาจจะต้องรอไปอีก ครึ่งปี – 1 ปีเป็นอย่างต่ำ

แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่น่าสนใจเลยซะทีเดียว ในวันแรกที่ PlayStation 5 วางจำหน่ายก็มีเกมดังมากมายที่เปิดตัวพร้อมเล่นกันในวันแรก โดยเกมที่อยู่ภายใต้การดูแลของ SIE หรือเกม Exclusive จะมีตั้งแต่

  • Astro’s Playroom
  • Demon’s Souls
  • Marvel’s Spider-Man: Remastered
  • Marvel’s Spider-Man: Miles-Morales
  • Sackboy: A Big Adventure

เกมจากสตูดิโอ Third Party ที่รองรับการเล่นบน PlayStation 5 ตั้งแต่วันแรก

  • Assassin’s Creed Valhalla (Ubisoft)
  • Borderlands 3 (2K)
  • Bugsnax (Young Horses)
  • Call of Duty: Black Ops Cold War (Activision) (November 13)
  • Dead by Daylight (Behaviour Interactive)
  • Devil May Cry 5 Special Edition (Capcom)
  • Dirt 5 (Codemasters)
  • Fortnite (Epic Games)
  • Godfall (Gearbox Publishing)
  • Goonya Fighter (Mutan)
  • King Oddball (10Tons Ltd)
  • Maneater (Tripwire Interactive)
  • NBA 2K21 (2K)
  • No Man’s Sky (Hello Games)
  • Observer: System Redux (Bloober)
  • Overcooked! All You Can Eat (Team 17)
  • The Pathless (Annapurna Interactive)
  • Planet Coaster (Frontier)
  • Warhammer: Chaosbane Slayer Edition
  • Watch Dogs: Legion (Ubisoft)
  • WRC 9 FIA World Rally Championship

และทาง Sony ยืนยันว่า ยังมีเกมอีกมากมายที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าอยู่ในระหว่างการพัฒนา ส่วนเกมเก่าที่ตามมาจากเครื่องรุ่นก่อนหน้าก็จะได้รับการพัฒนาอัปเกรด ใส่ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ให้เข้ากับ PS5 ลงไป ยกตัวอย่างเช่นสามารถรันเกมได้ที่ 60FPS หรือโหลดเกมได้เร็วขึ้นนั่นเอง

อีกสิ่งสำคัญคือในยุค PlayStation 5 จะไม่มีการล็อคโซนใด ๆ อีกต่อไป

ส่วนรายละเอียดเรื่องของการโอนย้ายไฟล์เซฟเกมจากเครื่องรุ่นเก่ามารุ่นใหม่ และการฟรีอัปเกรดต่าง ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและนโยบายของทางผู้พัฒนาเกมเอง แต่ทาง Sony ยืนยันว่าเกมบน PS4 กว่า 99% จะสามารถเล่นบน PS5 ได้อย่างแน่นอน

จัดหนักจัดเต็มกันขนาดนี้ เชื่อว่าเกมเมอร์ทั้งหลายน่าจะพอรับรู้ข้อมูลที่สำคัญมากพอในการตัดสินใจซื้อเครื่อง PlayStation 5 กันได้แล้ว แต่ทางผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าท้ายที่สุดทุกคนก็ต้องซื้อเพราะความอยากแน่นอน ตอนนี้ก็ได้แต่รอให้ทาง Sony ประเทศไทย ประกาศราคาและวันวางจำหน่ายเครื่องกันอย่างเป็นทางการเสียที

ส่วนใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้ ก็หวังว่าข้อมูลในนี้ทั้งหมดจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการตัดสินใจได้

 





ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close