ถ้าหากพูดถึงเกมที่เอาไว้เล่นเรื่อยเปื่อย ฆ่าเวลาผลาญชีวิตชั้นยอด เชื่อว่าใน list ที่หลายคนมีอยู่ในใจน่าจะต้องมี Harvest Moon อยู่ในนั้นอย่างแน่นอน ซึ่งวันนี้เราจะมามองย้อนกลับไปดูว่า เพราะอะไรเกมที่มีแค่การปลูกผักเลี้ยงสัตว์เกมนี้ถึงมีเสน่ห์ตรึงใจผู้เล่นมานานขนาดนี้

ย้อนไปเมื่อสองปีก่อน เกมเมอร์สายหนวดหลายคนต่างตื่นเต้นกับการมาของเกม Simulation เกมหนึ่งที่จำลองการใช้ชีวิตในชนบท ทำไร่ทำสวน หนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่ กลายมาเป็นชาวนาหาเช้ากินค่ำ หรือไปทำกิจกรรมอื่นที่มีให้เล่นให้ทำกันมากมาย ซึ่งนั่นก็คือเกม Stardew Valley แต่เหตุที่ทำให้มันได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นทั้งจากชาวไทยและทั่วโลกไม่ใช่เพราะมันเป็นเกมปลูกผักทำไร่และมีกิจกรรมมากมายเพียงอย่างเดียว เพราะมันทำให้พวกเรานึกถึงเกมอย่าง Harvest Moon ขึ้นมาทันที และผู้พัฒนาเกมก็ได้บอกเองว่า เขามี Harvest Moon เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเกมนี้

แล้ว Harvest Moon ในยุคก่อนหน้าที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกล่ะเป็นอย่างไร? Harvest Moon ถือเป็นเกมที่มีอายุอานามนานเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่มันก็ยังเป็นเกมที่มีเสน่ห์อยู่เสมอเมื่อกลับไปเล่น กับเรื่องราวการใช้ชีวิตในบ้านไร่ของเด็กหนุ่มที่ได้รับมรดกมาจากทางบ้าน จากพื้นที่ว่าง ๆ ร้าง ๆ ไม่มีอะไรเลย ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องมาทำให้มันงอกเงย ทั้งการปลูกผัก ทำสวน ทำฟาร์ม ดูแลทุกสิ่งอย่างให้ดี พร้อมกับสร้างสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้านไปด้วย และที่สำคัญคือไปจีบสาวสร้างครอบครัวที่อบอุ่นในอุดมคติขึ้นมา(แต่ก็ไม่ง่ายนักเพราะสาว ๆ แต่ละคนดันมีคู่แข่งอยู่ด้วย)

และแน่นอนว่าเกมไม่ได้มีแค่ปลูกผักทำสวนไปวัน ๆ เพราะในเกมยังมีความลับหลายอย่างซ่อนอยู่ ทั้งการตามหานางไม้แลกของ อัพเกรดของใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อประหยัดเวลาในการทำงานและแรงที่ใช้ หรือผูกมิตรกับเหล่าคนแคระให้มาช่วยงานในไร่ของเราได้ ฤดูกาลทั้งสี่ที่มีกิจกรรมให้ทำแตกต่างกัน และงานเทศกาลต่าง ๆ ให้ร่วม และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการจีบสาวอย่างที่บอกไป สาว ๆ แต่ละคนมีความท้าทายในการจีบที่แตกต่างกัน ทั้งของขวัญที่เอาไปให้ วิธีการเอาชนะใจพวกเธอ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้เราได้เพลิดเพลินกัน

และท่ามกลางเกมแนวแข่งขันที่มีความรุนแรงหรือไม่ก็เป็นเกมกีฬาไปเสียหมด Harvest Moon สามารถแหวกตัวเองขึ้นมาให้กลายเป็นที่จดจำแก่เกมเมอร์ยุค PlayStation ได้ด้วยความเรียบง่ายและภาพลักษณ์ที่สดใสไร้พิษภัย ไม่ต้องออกไปฆ่าใคร ไม่ต้องออกไปแข่งกับใคร แค่แข่งกับตัวเองบริหารเวลาในการทำฟาร์มหรือขุดแร่เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองก็พอ เรียกว่าเป็นเกมที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริงอย่างไร้ข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น แถมยังเป็นเกมที่หลายคนชอบเรียกว่า “เกมสิ้นคิด” เวลาที่ไม่มีอะไรเล่น เหมาะแก่การเอามาเล่นฆ่าเวลารอเกมใหม่ออกเป็นยิ่งนักในสมัยนั้น

Harvest Moon ประสบความสำเร็จอย่างที่ในภาค Back to Nature บนระบบ PlayStation ที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งหลังจากนั้นเราก็มีภาค For Girl ที่เปลี่ยนจากตัวเอกชายเป็นหญิง แล้วไปจีบหนุ่ม ๆ แทน ซึ่งระบบการเล่นหลายอย่างจะยังคงคล้ายคลึงกับภาคที่แล้วอยู่ ทำให้ติดงอมแงมกันเช่นเคยโดยเฉพาะสาว ๆ เป็นเกมที่เหล่าชายหนุ่มเอาไว้อ้อนแฟนให้มาเล่นเกมกระหนุงกระหนิงด้วยกันอย่างมาก(ส่วนหลังจากนี้ก็อาจจะมีการทะเลาะกันเพื่อแย่งกันเล่นเกม อันนี้ก็แล้วแต่ว่าตกลงกันลงตัวหรือเปล่า)

แม้หลังจากนั้น ชื่อ Harvest Moon จะถูกนำมาสานต่ออยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้รับการพูดถึงมากเท่าในสมัยที่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก แถมทางผู้จัดจำหน่ายอย่างค่าย Natsume ก็ค่อนข้างหวงชื่อ Harvest Moon อย่างมากจนทำให้มีการแยกทางกันระหว่างผู้พัฒนาจากญี่ปุ่นที่หันไปใช้ชื่ออื่นในการวางจำหน่ายเกมในฝั่งตะวันตกแทน เช่น Story of Seasons ที่วางจำหน่ายบนเครื่อง Nintendo DS ส่วน Natsume ก็ไปว่าจ้างทีมพัฒนาเจ้าอื่นมาพัฒนาเกมในชื่อ Harvest Moon แทน แต่ก็ได้เกมภาค Light of Hope ที่หลายคนสาปส่งเพราะคุณภาพของเกมราวกับเกมมือถือก็ไม่ปาน แถมเนื้อหาของเกมก็แทบจะไม่มีอะไรเลย แม้จะเล่นได้เพลิน ๆ แต่ก็เทียบไม่ได้กับ Stardew Valley ที่ออกมาก่อนหน้าแม้แต่น้อย  ทำให้ชื่อ Harvest Moon แทบจะหมดมนต์ขลังไปเลย

แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ชื่อ Harvest Moon เป็นชื่อที่ติดหู ใครได้ยินก็จะรู้ทันทีเลยว่านี่คือเกมแนวปลูกผักทำสวน รวมกับว่าเราพูดถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเราก็นึกถึงมาม่าขึ้นมาแบบเดียวกันเลย และเป็นความสนุกเหล่าเกมเมอร์ผู้มีอายุทั้งหลายระลึกถึงเสมอ ส่วนในตอนนี้ เราก็มี Stardew Valley มาไว้เล่นแก้คิดถึงกันอยู่ แถมผู้สร้างเองก็ยังคงอัพเดตตัวเกมให้มีของใหม่ให้เล่นกันอยู่เสมอ เรียกว่าตอนนี้เราไม่มีทางร้างราจากเกมแนวปลูกผักทำสวนในแบบเดียวกันนี้อย่างแน่นอนครับ

StolenHeart

เค้ก - Content Writer

บทความที่เกี่ยวข้อง