ชีวิตบัดซบ ของมาเฟียแห่งนรก ใน The Darkness

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นเกมเดินหน้ายิงที่อิงเรื่องราวมาจากโลกของหนังสือการ์ตูนแล้วจะทำได้ดี เล่นสนุกจนทำให้เราหยิบมาเล่นหรือพูดถึงบ่อย ๆ เพราะส่วนใหญ่มักจะออกมาแย่จนเราไม่อยากเหลียวกลับไม่ออกมันอีกรอบเลย อาจจะด้วยระบบการเล่นแย่ หรือหยิบประเด็นจากหนังสือการ์ตูนมาได้ไม่ดี แต่ก็มีเกมหนึ่งที่ทำออกมาได้ดี เล่นสนุกพอประมาณ จนเราอยากไปติดตามต่อ นั่นก็คือ The Darkness เกมนี้นั่นเอง

เหตุที่ผู้เขียนหยิบเอา The Darkness มาพูดถึงนั้น ก็เพราะช่วงนี้ Spawn กำลังได้รับความสนใจจากการเป็นตัวละคร DLC ในเกม Mortal Kombat 11 มันก็เลยมีความรู้สึกอยากหยิบเกมที่มีเนื้อหาจากหนังสือการ์ตูนมาบอกเล่ากันอีก และ The Darkness ก็ตรงกับโจทย์ดังกล่าวนี้พอดี

The Darkness เป็นหนังสือการ์ตูนจากค่าย Top Cow ออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1996

เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มนามว่า Jackie Estacado นักฆ่าในตระกูลมาเฟีย Franchetti ทำงานสกปรกให้กับตระกูลตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งอายุได้ 21 ปี Jackie ก็ถูกตามล่าจากคนในตระกูล โดยมี Pualie ผู้มีศักดิ์เป็นคุณลุงของเขาสั่งการมา ซึ่งตรงกับวันเกิดอายุครบรอบ 21 ปี และดันบังเอิญที่ Jackie เป็นผู้สืบทอดพลังของ The Darkness ปีศาจโบราณที่ชื่นชอบการกินหัวใจของมนุษย์เป็น ๆ และพลังของมันนั้นมหาศาลยิ่ง และพลังอันยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับเรื่องราวซวย ๆ ของ Jackie ก็เริ่มต้นขึ้น

ถ้าให้เราพูดถึงจุดเด่นของ The Darkness ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวอันโหดร้ายที่ Jackie ต้องเจอ ทั้งการหักหลัง สูญเสียคนรักที่สุดจนกลายเป็นปมที่ทำร้ายเขาหลังจากนั้นโดยตลอด แถมเจ้า Darkness ปีศาจในตัวเขาก็ยังพูดจายั่วยุให้เขาปลดปล่อยมันเป็นอิสระ และกลืนร่างของ Jackie อยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกเห็นใจและสงสารเขาเสมอ

แม้ตัวหนังสือการ์ตูนจะไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักในบ้านเรา แต่เวอร์ชั่นเกมภาคแรกบนเครื่อง Xbox 360 และ PlayStation 3 จัดว่าได้รับความสนใจพอตัว

เพราะอ้างอิงเรื่องราวของหนังสือการ์ตูนช่วงแรกได้ลงตัวไม่น้อย แม้ระบบการยิงทั่วไปจะธรรมดา แต่การใส่ลูกเล่นของเจ้าปีศาจ Darkness ที่ใส่ความโหดแบบเต็มดีกรี ฉีกร่างศัตรูแล้วควักหัวใจมากิน และใช้หัวใจเป็นแหล่งพลังในการใช้ท่าพิเศษก็ถือว่าน่าสนใจ แต่เกมก็ใส่ข้อเสียมาให้ตรงที่ตัว Darkness จะไม่ถูกกับแสงสว่างจ้า หากอยู่ในพื้นที่แสงจ้าจะไม่สามารถใช้พลังได้

และในหลายครั้งการกรำศึกกับศัตรูในเกมต้องสู้ท่ามกลางแสงจ้า ทำให้ต้องมาไล่ยิงหลอดไฟให้หมดก่อนเพื่อไม่มีอะไรมาขวางพลังของเรา แล้วจากนั้นก็จัดเต็มโชว์เทพได้เต็มที่ สิ่งที่บันเทิงใจมากที่สุดก็คือการปล่อยพลังของเจ้าปีศาจ The Darkness ไปจัดการกับพวกศัตรูที่น่าสงสาร ซึ่งสาแก่ใจของเราเหลือเกิน

ส่วนศัตรูในเกมนั้น ในภาคแรกอาจจะไม่ค่อยหลากหลายนักเพราะจะมีแต่พวกมาเฟียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในภาคที่สองนอกจากกองทัพมาเฟียคู่แข่งแล้ว ยังมีกองกำลังแห่งแสงสว่างที่เตรียมวิธีจัดการเราไว้มากมาย จนต้องวางแผนหาทางต่อกรกันหัวหมุน แถมการเล่าเรื่องก็พัฒนาจากภาคแรกขึ้นมาพอสมควร การที่ได้เห็นความสับสนที่ได้เห็นคนรักกับมิติลวงที่ทับซ้อนกันอยู่ ถือเป็นการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ซึ่งหาได้ยากยิ่งจากเกมที่หยิบยกเรื่องราวจากการ์ตูนมาใช้

The Darkness ถูกทำออกมาทั้งหมดสองภาค โดยภาคแรกนั้นพัฒนาโดย Starbreeze ที่ทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง ส่วนภาคสองนั้นพัฒนาโดย Digital Extreme ที่หลายมาเป็นผู้สร้างเกม Warframe ในภายหลัง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนจะชอบภาคสองมากกว่าเพราะระบบการเล่นลงตัวมากขึ้น ศัตรูก็มีความหลากหลาย แม้บางจุดจะยากจนแทบขว้างเมาส์ก็ตาม แต่โดยรวมก็เป็นเกมที่เล่นได้สนุกเพลินมาก แม้จะเห็นริ้วรอยความเก่าของเกมตามยุคสมัยบ้างแล้วก็ตาม

ส่วนใครที่หวังจะเห็นภาคต่อของเกมนั้นก็คงต้องเศร้าเสียหน่อย เพราะตัวเกมภาคสามที่เคยวางแผนไว้ได้ถูกยกเลิกการพัฒนาไปแล้ว  และเชื่อว่าหลายคนคงไม่ค่อยให้ความสนใจกับชื่อ The Darkness กันมากเท่าสมัยก่อนแล้ว แต่เกมเมอร์หลายคนก็ยังคงคาดหวังให้ Jackie กลับมาสานต่อเรื่องราวแสนซวยของเขาต่อไป

แม้ความหวังที่จะได้เห็นภาคต่อของ The Darkness จะมืดมิด แต่พวกเราหลายคนก็ยังคิดถึงและคาดหวังว่า Jackie จะหนีพ้นจากความมืดมิดที่เกาะกุมเขาอยู่ได้เสียทีครับ

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close