คุยกันหลังเล่น Dead or Alive 6 และ Soul Calibur VI ในงาน PSX 2018


ไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองเกมต่อสู้ที่อาจจะเรียกว่านอกกระแสได้ไม่เต็มปาก (เพราะมันก็ได้รับความนิยม แต่อาจจะน้อยกว่าซีรี่ส์อื่น) ได้เดินทางมาถึงภาคที่ 6 แล้ว เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่หลายคนคาดไม่ถึงมาก ๆ แถมมันยังเดินทางมาพร้อมกันเสียด้วย ! งานนี้ทีมงาน GamingDose ก็เลยตั้งความหวังว่าน่าจะออกมาดีสมกับที่มันอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

Dead or Alive 6

มาเริ่มกันที่ซีรี่ส์เกมต่อสู้สาวสวยกันก่อน ในภาคนี้เหมือนจะปรับลดความเซ็กซี่ลงมาค่อนข้างเยอะ แล้วเลือกที่จะใส่ความจริงจังลงไปแทน การทำคอมโบภาคก่อน ๆ ถ้าใครจำได้ คุณสามารถใช้ไม่กี่ปุ่ม ฆ่าผู้เล่นเก่ง ๆ ได้เลย เพราะมันเล่นง่ายมาก แต่ในภาคนี้อาจจะต้องใช้จังหวะเพิ่มมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคอมโบมันไม่ได้ยาวเหยียดเป็นหางว่าวแล้ว ระบบใหม่ (ที่ไม่ใหม่) กับการเล่นกับฉากก็ดูว้าวดี ในภาคที่แล้วเราสามารถเตะศัตรูหัวทิ่มลงด้านล่างของฉากไปเรื่อย ๆ ได้ ในภาคนี้มันก็มีอะไรแบบนั้นเหมือนกัน แต่เปลี่ยนมาเป็นสิ่งของรอบฉากที่กระจัดกระจายไปมาแทน ที่ประทับใจที่สุดคือฉากที่คล้าย ๆ Fight Club ในด่านนี้จะมีนักสู้คนอื่น ๆ ล้อมกรอบคอยเชียร์ ถ้าเราเตะศัตรูไปขอบฉาก เจ้าพวกนี้ก็จะผลักศัตรูของเราเข้ามาให้เราอัด ให้อารมณ์นักสู้ใต้ดินดี

ในด้านของกราฟิกภาคนี้พัฒนาขึ้นมากแบบ ก.ไก่ล้านตัว ทั้งแสงเงาที่สมจริงขึ้น ตัวละครที่ดูเป็นมนุษย์มากกว่าเดิม มีการใส่ลูกเล่นเลือดออกตามหน้าตาเวลาถูกต่อย แต่ไม่รู้ว่างานนี้ใช้เครื่องอะไรมารันเกม ทำให้เกมขึ้นไม่ถึง 60fps ไอ้ที่เห็นในงาน E3 ขอให้คุณลืมไปได้เลย มันไม่ได้ลื่นไหลขนาดนั้น จริงอยู่ว่าคอมโบอ่ะลื่น แต่ภาพมันไม่ได้ไปตามนิ้วไง บางทีรู้ตัวว่ากดไปแล้วนะราว 0.3 วิ แต่หมัดเพิ่งจะออก

สิ่งที่ไม่ประทับใจในภาคนี้คือระบบบล็อคที่ดูแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด ในภาคที่แล้วเราสามารถบล็อคและสวนกลับไปได้ หากกดได้ถูกจังหวะ ภาคที่ก็น่าจะทำได้ แต่ดูทำได้ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะในการต่อยเตะ จะไม่มีออร่าสีแดงที่มือบอกจังหวะคุณอีกแล้ว คุณจะต้องกดเอง ซึ่งมันก็น่าจะเป็นข้อดีในตัวมันเองเหมือนกัน ถ้าจะพูดถึงในแง่ของการแข่งขัน

Soul Calibur VI

ในภาคนี้เหมือนจะกลับมาสู่ความเป็น Soul Calibur อีกครั้ง หลังจากภาคก่อน ๆ ยัดอะไรต่อมิอะไรมาก็ไม่รู้ มีการสร้างตัวละครของตัวเองด้วยนะ (ฮา) กลับมาคราวนี้เหมือนจะฟังความเห็นจากแฟนบอย ว่าไอ้เกมเพลย์แบบกด ๆ แล้วรอจังหวะในภาคที่แล้วเนี่ยมันห่วยสิ้นดี ภาคนี้ก็เลยจัดเต็มคอมโบแบบฟาด ๆ ฟัน ๆ จนนึกว่าอาวุธที่ถืออยู่คือเหล็กไม่มีน้ำหนัก สามารถแกว่งไปมาได้ราวกับใจนึก ทำให้คอมโบในภาคนี้ง่ายและเล่นสนุกกว่าภาคก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่เจ๋งคือทีมงานใส่ใจกับความแฟนตาซีมากขึ้น ภาคก่อน ๆ อย่างภาคที่ลงบน PSP เนี่ย เล่นไปก็คิดไปว่านี่เราเล่นเกมแฟนตาซีดวลดาบ หรือเล่นเกมดวลดาบแบบสมจริงอยู่ ? แต่ภาคนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นในหัวเลย สามารถสนุกกับความแฟนตาซีและความช่างหัวฟิสิกส์ของมันได้อย่างเต็มที่

กราฟิกของเกมภาคนี้ถูกพัฒนาไปค่อนข้างมาก เรายังเห็นเสน่ห์เก่า ๆ ของเกมได้จาก UI ที่ดูโบราณคร่ำครึมาก ๆ การโจมตีที่ลด HP จะลดเป็นเหลี่ยม ๆ หลายคนอาจจะไม่ซีเรียส แต่ผู้เขียนซีเรียสกับเรื่องนี้มาก ถึงขนาดเกือบหลุดขำให้กับความโบราณของเจ้า UI พวกนี้ในระหว่างเล่น ลืมบอกไปว่าในภาคนี้ตัวละครเกราะแตกได้ หากโดนอัดหนักมาก ๆ หรือโดนใช้ Critical Edge ใส่ ฉะนั้นเจ้าพวกหื่นก็สามารถไปไล่พังเกราะสาว ๆ กันได้นะ (ฮา)

สิ่งที่น่าจะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คงเป็น Geralt of Rivia ในเกมนี่แหละ ในด้านตัวละครก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าจัดเต็ม มาทั้งท่าดาบทั้ง Signs ที่บ่งบอกจริง ๆ ว่าไอ้หงอกที่ยืนควงดาบอยู่นี่คือ Geralt นะ ในด้านอื่น ๆ พวกฉากอะไรแบบนี้ก็เรียกได้ว่า จัดเต็มจนแฟน The Witcher น่าจะน้ำตาไหล เพราะเขายก Kaer Morhen มาเป็นด่านในเกมนี้ด้วย แถมดนตรีในฉากนั้นก็จะเป็นดนตรีที่บรรเลงขึ้นในฉากต่อสู้ของ The Witcher 3 เรียกได้ว่าถ้าใครชอบพี่หงอกแล้วไม่ซื้อเกมนี้มาเล่น น่าจะเป็นอะไรที่พลาดมาก ๆ เลยทีเดียว

สิ่งที่ไม่ชอบในเกมนี้คือปุ่มที่ค่อนข้างน่ารำคาญมาก ไม่รู้ว่าตัวเองกากหรือยังไง ปกติเกมต่อสู้ ปุ่มที่ใช้เพื่อโจมตีมันจะมีอย่างมากแค่ 5 ปุ่ม แต่เกมนี้ล่อไป 6-7 ปุ่ม คนเล่นคอนโทรลเลอร์คงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าคุณเล่นจอยโยกจนถนัดแล้ว คุณคงต้องไปนั่งฝึกใหม่ให้ชินระยะหนึ่ง ถึงจะสามารถเล่นแบบโปรโชว์เซียนโหด ๆ ได้