ความในใจต่อ World War Z กับการแทนที่ Left 4 Dead ผู้จากไป


เชื่อว่าเพื่อน ๆ ใน GamingDose น่าจะได้อ่านบทความรีวิวเกม World War Z จากพวกเราไปแล้วอย่างแน่นอน ซึ่งก็แน่นอนว่าก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นปกติ แต่เชื่อว่ามีเรื่องหนึ่งที่หลายคนน่าจะแอบเอามาคิดเหมือนกัน ว่าตัวเกมนั้นมีความเหมือนกับ Left 4 Dead อยู่ไม่น้อยทีเดียว และก็น่าสงสัยว่า เกมนี้จะสามารถมาแทนที่เกมในตำนานเกมนี้ได้หรือเปล่า

สำหรับความรู้สึกนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้เขียนได้เล่น World War Z ไปได้สักพักใหญ่ ๆ เพื่อเขียนรีวิว ซึ่งแน่นอนว่าตัวเกมนั้นก็มีความสนุกอยู่ในระดับหนึ่ง ไม่ได้หวือหวามากจนประทับใจหรือแย่มากจนทนเล่นไม่ไหว แต่ไปจนถึงจุดหนึ่งก็อดคิดถึงเกมแนวเดียวกันที่เคยออกมาก่อนหน้านี้อย่าง Left 4 Dead ไม่ได้ขึ้นมาเลย

ซึ่งจะบอกว่าเพราะมันเป็นเกมแนวเดินหน้ายิงที่อยู่ในโลกหลังหายนะเหมือนกันก็คงจะไม่ผิดนัก แถมยังเล่นร่วมกับเพื่อนอีกสี่คนได้อีกด้วย ที่สำคัญคือยังมีฉากให้เล่นเป็นช่วง ๆ ไปอีกเหมือนกัน และนั่นก็ทำให้ผู้เขียนเรียกเกมนี้ไปว่า Left 4 Dead Rip off หรือเป็นเกมที่ลอกแบบกันมาเลยทีเดียว

ซึ่งเมื่อเล่นจนจบ Campaign ครบทุกฉาก โหมด Multiplayer ครบทุกโหมด ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งชัดเจน ว่ามันอาจจะเป็นไปได้นะ ที่ถ้าหาก Left 4 Dead 3 ที่เคยมีข่าวว่าถูกยกเลิกการพัฒนาไปนั้น อาจจะมีรูปแบบการนำเสนอที่ไม่ต่างจากเกมนี้ก็เป็นได้ เพียงแค่ผู้เขียนรู้สึกว่า ทางทีมงานพัฒนาอย่าง Saber Interactive นั้นยัง “มือไม่ถึง” ที่จะนำเสนอตัวเกมให้ไปถึงระดับที่ Left 4 Dead ทำได้

ทำไม? อย่างที่ย้ำไปว่า World War Z เป็นเกมที่โอเค เล่นสนุกได้ในระดับหนึ่ง ทั้งการดำเนินเกม ภารกิจต่าง ๆ ก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่เป็นมาตรฐานที่มีคนเคยทำเอาไว้แล้ว ซึ่งก็คือตัวของ Left 4 Dead เองนั่นแหละ แถมมาตรฐานของมันก็สูงจน World War Z ไม่สามารถไต่ไปถึงด้วย

เอาง่าย ๆ อย่างแรกก่อนคือเรื่องของซอมบี้ในเกม จริงอยู่ที่ปริมาณของซอมบี้ใน World War Z นั้นเยอะกว่า และความน่ากลัวของพวกศัตรูที่เป็น Swarm ไต่ขึ้นมาจากกำแพงนั้นจะดูน่าประทับใจ เพราะมันเหมือนกับที่เราได้เห็นในภาพยนตร์ แถมยังดูน่าตื่นตาตื่นใจดีทีเดียว

แต่ความประทับใจก็มีอยู่แค่นั้น เพราะการออกแบบหลาย ๆ อย่างในเกมก็แทบไม่มีความแตกต่างจาก Left 4 Dead เลย ทั้งรูปแบบการดำเนินเกม มีจุดพัก ห้องอาวุธ หรือกระทั่งรูปแบบของศัตรู ที่สำคัญคือ World War Z มีการออกแบบเหล่าศัตรูพิเศษที่ด้อยกว่าอย่างมาก เพราะรูปร่างของพวกมันนั้นดูธรรมดาและแทบจะกลืนไปกับเหล่าซอมบี้ธรรมดาในเกม จนบางทีก็แยกไม่ออกว่าอันไหนตัวพิเศษ อันไหนตัวธรรมดา

ใน Left 4 Dead เราจำตัวเอกทั้งในภาคแรกและภาคสองได้ครบ แต่ใน World War Z เรากลับจำพวกเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

แต่ถ้าหากทางทีมงานตั้งใจให้ศัตรูพิเศษมีจุดเด่นน้อยลงเพื่อให้กลืนมากับศัตรูปกติเพื่อสังเกตได้ยากก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะหลายครั้งเรามักจะมองหาพวกมันไม่เจอ คือโผล่มาอีกทีก็ใกล้ตัวจนสายเกินไปแบบนี้ก็มี

ซึ่งไม่ใช่กับ Left 4 Dead เพราะเราสามารถบอกได้ทันทีว่าศัตรูตัวไหนเป็นตัวพิเศษ และรับรู้ได้ทันทีจากการเผชิญหน้าไม่กี่ครั้งว่าพวกมันร้ายกาจขนาดไหน เช่น Tank ที่ปรากฏตัวแต่ละครั้งก็มีเพลงประจำตัว ชวนให้รู้สึกขนลุกว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาหาเราแล้วจริง ๆ แถมศัตรูอื่น ๆ อย่าง Boomer หรือ Smoker ก็เห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นศัตรูพิเศษ ทำให้เราสามารถหาทางรับมือได้เลย

เพลงในช่วงที่ Tank ปรากฏตัวขึ้น ทำให้ผู้เล่นได้รับรู้ได้ทันทีว่า ของจริงมาเยือนแล้ว

และก็คงเพราะด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้การเดินทางดาหน้าสาดกระสุนใน World War Z ขาดความระทึกและอรรถรสลงไปมากมาย เพราะขาดการ “สร้างบรรยากาศ” และ “อารมณ์ร่วม” ที่จะทำให้ผู้เล่นรู้สึกระทึกไปตลอดทาง โดยที่การสร้างสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากความแรงในการโจมตีของศัตรูหรือจำนวนของอาวุธที่ให้ใช้จำกัดเลยแม้แต่น้อย

ทีนี้มันก็เลยนำมาสู่คำถามใหม่อีกหนึ่งคำถาม ว่า World War Z นั้นเหมาะหรือเปล่าที่จะนำมาเล่นกับเพื่อน ๆ เพื่อทดแทน Left 4 Dead 3 ที่ไม่เคยมาถึง?

คำตอบในเรื่องนี้สามารถบอกได้ว่า “ได้” และ “ไม่ได้”

ได้ ในส่วนของการที่เกมเป็นแนวเดินหน้ายิงในโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้เหมือนกัน เล่นได้สี่คนเหมือนกัน ซึ่งความรู้สึกมันจะคล้ายกันได้อยู่ถ้าหากมีเพื่อนที่รู้ใจมาเล่นด้วย เป็นการหวนคืนสู่บรรยากาศชื่นมื่นในสมัยเก่าได้ระดับหนึ่ง

แต่ถ้าแสวงหาพัฒนาการที่ดีขึ้นในเกมแนวเดียวกันแล้ว บอกเลยว่าคุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการแน่นอน เพราะผู้เขียนนั้นเคยได้พูดถึงเรื่องนี้ไปในบทความรีวิว ว่า World War Z นั้นแทบไม่ได้นำเสนอสิ่งใหม่หรือสิ่งที่น่าจดจำที่เทียบเคียงได้กับที่ Left 4 Dead เคยทำเอาไว้ ซึ่งมันก็อาจจะว้าวกว่านี้ถ้า World War Z วางจำหน่ายในช่วงปี 2013 หลังจากที่ Left 4 Dead 2 วางจำหน่ายไปแล้วสักหนึ่งปี เชื่อว่าหลายคนน่าจะเล่นเกมนี้ได้สนุกกว่านี้แน่นอน

และคุณภาพของ World War Z ที่ออกมาในปี 2019 นั้นค่อนข้างจะต่ำกว่าที่ผู้เขียนคาดหวังไปเสียหน่อย เพราะในช่วงเวลาหลังจากที่ Left 4 Dead ถือกำเนิดขึ้นมา เรามีเกมซอมบี้ที่เล่นได้สนุกและมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่แพ้กันออกมาเยอะพอตัวแล้ว เช่น Dead Island ที่ภาคแรกนั้นวางระบบการเล่นมาได้ดีและเล่นได้สนุก (แม้จะมีมุมกล้องชวนอาเจียนพุ่งก็ตาม) หรือโหมดเสริมของเกมอย่าง Call of Duty ที่มีศักยภาพมากพอที่ไม่ใช่เพียงแค่โหมดเล่นฆ่าเวลาของซีรีส์ แต่กลายเป็นโหมดหลักที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ตัวเกมจริง ๆ เลยแม้แต่น้อย

Dead Island ถือเป็นเกมแนวซอมบี้ Co-op ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่สุดเกมหนึ่ง

แต่ถ้าเบื่อแล้วจริง ๆ และไม่รู้ว่าจะหาเกมอะไรมาเล่นกับพลพรรคเพื่อนฝูงที่นิยมชมชอบเกมแนวเดินหน้ายิงกับฝูงซอมบี้ เกมนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะวัดความคุ้มค่า ก็แนะนำว่ารอตอนช่วงลดราคาน่าจะดีกว่า หรือถ้าไม่คิดอะไร เกมอย่าง Left 4 Dead ก็ยังมี Mod แผนที่หรือ Skin ต่าง ๆ ให้เลือกโหลดเลือกเล่นอีกเพียบเป็นพันเป็นหมื่น สนุกสนานกันได้อีกเรื่อย ๆ อีก

กล่าวโดยสรุปคือ World War Z นั้นอาจจะทดแทนในเรื่องของการเป็นเกมที่สืบทอดเจตนารมณ์ของ Left 4 Dead ได้ไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่มันก็พอจะบรรเทาความอยากของกลุ่มเพื่อนฝูงที่มองหาเกมมาเล่นสนุกด้วยกันได้ ซึ่งอันที่จริงแล้ว ไม่ว่าเกม Co-op อะไรที่มีเพื่อนเล่นด้วยมันจะสนุกกว่าปกติอยู่เสมอ แม้จะไม่ใช่แกมที่ดีเด่นอะไรมากก็ตาม

แต่เพียงแค่บังเอิญที่ World War Z ดันออกมาในยุคที่มีเกมแนวเดียวกันให้เปรียบเทียบอยู่มากมายอยู่แล้ว และความราบเรียบของมันก็อาจจะทำให้คนที่เคยเล่นลืมเลือนมันไปอย่างน่าเศร้าในภายหลังได้ครับ