Review : Ready Player One

ความบันเทิงที่คุณไม่ควรพลาดในช่วงนี้

ความบันเทิงที่คุณไม่ควรพลาด 

หากนับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หากไม่นับ Black Panther จากค่าย Mavel แล้วเรื่องนี้คือเรื่องที่ผู้เขียนรอคอยมากที่สุดเพราะภาพยนตร์ในช่วงที่ผ่านมาของ Steven Spielberg นั้นไม่ค่อยถูกใจผู้เขียนสักเท่าไหร่ ดังนั้นหนังเรื่องนี้ผู้เขียนจึงตั้งความหวังไว้กลับเรื่องนี้พอสมควร ซึ่งจะดีแค่ไหนนั้นเชิญติดตามได้ในรีวิวเลย

Ready Player One เป็นหนังของ Steven Spilerberg หนังว่าด้วยเรื่องราวของตัวเอกชื่อ Wade Watts เด็กเนิร์ดที่อยู่ในอนาคตปี 2022 ที่โลกนั้นได้เผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งเศรฐกิจ พลังงาน และภาวะโลกร้อน ทำให้ผู้คนทิ้งแห่งความจริง มุ่งสู่ของโลกเกมออนไลน์ที่เรียกว่า Oasis ซึ่งสร้างโดย เจมส์ ฮัลลิเดย์ ผู้ที่เปรียบเป็นดั่ง สตีฟ จอบส์ ในยุคนั้น อยู่มาวันหนึ่งเขาได้เสียชีวิตและได้ประกาศถึงเหล่าผู้เล่นทุกวันว่า มี Easter Egg อยู่ในเกม ผู้เล่นต้องตามหาใช้กุญแจ 3 อันเพื่อใช้เปิดประตูไปสู่ Easter Egg โดยจะถือได้ว่าเป็นผู้ชนะและได้ครอบครองโลก Oasis นำไปสู่การผจญภัยของ เวดและเพื่อนๆ ในการไขปริศนาของเกมนี้                                                  

หนังได้ใส่ความเป็น Pop Culture เข้ามาชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะวงการตั้งแต่ หนัง เกม การ์ตูน เพลงซึ่งทำออกมาได้อย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเนิร์ดที่เกิดในยุค80’s จนถึงปัจจุบันคงจะชอบไม่น้อย ความเนียนของ CG, Motion Capture ได้เฉิดฉายออกมาอย่างยอดเยี่ยมฉาก Action ก็เช่นกันหนังก็ทำได้อย่างดีและไม่น่าเบื่อ การแสดงของนักแสดงนั้นทำออกมาได้ดีไม่ว่าจะเป็นตัวเอก ตัวรอง ตัวร้ายล้วนแต่แสดงในบทบาทของตัวเองออกมาได้อย่างสมบทบาท

การดำเนินเรื่องของหนังนั้นการดำเนินเรื่องหลักจะเป็นตัว Avatar ของ Wade ที่ชื่อ Parzival ที่ได้ออกตามหากุญแจเพื่อไขปริศนาโดยเขาเริ่มจากการเป็นผู้เล่นเดี่ยว จนกระทั่งรวบรวมทีมกับเพื่อน ๆ เพื่อตามหา Eater Egg โดยมีองค์กรคู่แข่งคอยขัดขวาง ในขณะที่โลกของความเป็นจริงนั้น Wade จะต้องเผชิญกับผลกระทบจากเกมที่เกิดขึ้นในเกมแต่ส่งผลไปถึงนอกเกม ที่มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี ซึ่งในหนังได้พยายามสื่อให้เห็นถึงการที่เราจริงจังมากจนเกินไปอาจจะส่งผลกระทบต่อทุกอย่างในชีวิตไม่ว่าจะเป็นตัวเอก ครอบครัวตัวเอก หรือแม้กระทั้งตัวร้ายเองที่จริงจังกับการเอาชนะมากเกินไปจนลืมความสำคัญของสิ่งที่ว่าเรียกว่า “เกม” ซึ่งทำออกมาได้ดีและสามารถเตือนสติเหล่าเกมเมอร์ได้ถึงการใช้ชีวิตในโลกของวีดีโอเกมมากเกินไปล้วนแต่อาจจะส่งผลเสียให้กับชีวิตได้

ซึ่งหากคุณเคยดูหนังแนวการตามหาขุมทรัพย์ในตำนานมาพอสมควรคุณจะรู้สึกเฉย ๆ กับการค้นหาคำใบ้ที่ได้มา ซึ่งตัวหนังก็ได้ชดเชยด้วยการใส่ปมที่เข้มข้นเข้ามาในโลกของความเป็นจริงและเข้มข้นยิ่งขึ้นตอนที่ปริศนาใกล้จะคลี่คลายก็ทำได้ไม่เลว ซึ่งจะเป็นลูปเช่นนี้ไปจนจบเรื่อง ในส่วนของเนื้อเรื่องแม้จะทำออกมาได้ดีและเข้มข้นแต่ก็มีบางครั้งที่บทหรือการกระทำของตัวละครไม่สมเหตุสมผล เช่น การที่เหล่าเพื่อนพ้องกำลังสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ว่ากลุ่มเพื่อนคนหนึ่งกลับนั่งสมาธิเพื่อออกมาอย่างเท่ห์ ๆ เพียง 1 นาทีหรือการที่ตัวเอกถูกตัวร้ายตามล่าแต่กลับไม่แจ้งตำรวจเป็นต้น ซึ่งความไม่สมเหตุสมผลนี้หากเรามองผ่าน ๆ ไปก็ถือว่าบทของหนังนั้นลงตัวพอสมควร

สรุป

ผู้เขียนได้แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มของผู้ชมธรรมดาที่ไม่ได้อินกับ Pop Culture กับ กลุ่มเนิร์ดเกมเมอร์

คะแนน B สำหรับผู้ชมธรรมดาหนังเรื่องนี้คือหนัง Sci-Fi ชิ้นหนึ่งที่ทำได้ดีตามมารตฐานของ Steven Spielberg ที่มีความสนุกและคุ้มค่าตั๋วหนังของคุณแน่นอน

คะแนน B+ สำหรับสายเนิร์ดเกมเมอร์อย่างเรา ๆ ที่ทั้งหนังแทบจะแฟนเซอร์วิสทุกอย่างทั้งหนัง การ์ตูน เพลง และความรู้สึกเหมือนคนเจอ “เพื่อน” ไม่ได้พบกันนานจนบางครั้งคุณอาจจะต้องจ่ายตั๋วสองรอบเพื่อไปเจอกับ “เพื่อน” อีกครั้ง

 

Content Writer

บทความที่เกี่ยวข้อง