5 เครื่องเกมคอนโซลที่ห่วยที่สุดตลอดกาล

ในขณะที่เครื่องคอนโซลบางเกมมีแนวคิดที่น่าสนใจ แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้อย่างที่ควรจะเป็น จนหลายคนร้องอี๋

ในขณะที่เครื่องคอนโซลบางเกมมีแนวคิดที่น่าสนใจ แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้อย่างที่ควรจะเป็น จนหลายคนร้องอี๋
ในสมัยก่อน เครื่องเล่นเกมคอนโซลไม่ได้มีแต่เฉพาะ Sony, XBOX และ Nintendo ที่ตีตลาดคอนโซลในปัจจุบัน ย้อนกลับไปในปี 1980 เครื่องเล่นเกมคอนโซลหลายบริษัทได้ออกตีตลาดแข่งขันอย่างดุเดือด ในขณะที่มีหลายเครื่องเล่นคอนโซลได้มีแนวคิดล้ำยุคล้ำสมัย แต่กลับทำออกแล้วกลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น เลวร้ายสุดคือเป็นเครื่องเล่นคอนโซลที่มีคุณภาพและคุณสมบัติไม่สมกับที่โปรโมต ไม่สมกับที่คาดหวังไว้ จนได้รับวิจารณ์ด้านลบเป็นจำนวนมาก บทความนี้จะเป็น 6 อันดับเครื่องเล่นเกมคอนโซลที่แย่ที่สุดตลอดกาล แย่ในทุกด้านทั้งการออกแบบและการใช้งาน

Virtual Boy

เครื่องเล่นเกมคอนโซลในรูปแบบ Virtual Reality เครื่องแรกและคงจะเป็นเครื่องสุดท้ายของ Nintendo

ลักษณะการใช้งาน Virtual Boy จะเป็นการใช้ตาจ้องเข้าไปในเครื่องเล่นคอนโซลซึ่งเป็นลักษณะที่ตั้งโต๊ะ ไม่มีสายรัดรอบหัว ต้องเสียบปลั๊กไฟระหว่างหลังจอยสติ๊ก ทำให้การเล่นเกมลำบากอย่างมาก นอกจากนี้การแสดงผลของกราฟิกเป็นรูปแบบเส้น “สีแดง” ซึ่งก่อให้เกิดอาการปวดหัวคลิ่นไส้และตาล้าได้เพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น พร้อมทั้งการนำเสนอไม่สามารถทำให้เป็นรูปแบบ VR ได้เลย (เป็นเพียงแค่เกมธรรมดา ๆ เพียงแต่เข้าสายตามองเข้าไปในเครื่อง) เป็นเครื่องเกมที่ Nintendo ล้มเหลวในทุกด้าน ยกเว้นแต่แนวคิดที่พยายามจะทำเครื่อง Portable  VR ให้สามารถเล่นได้ในทุกที่ (แต่ก็ล้มเหลวในเรื่องการออกแบบอีก)

 

กราฟิก Virtual Boy ก็เห็นก็อยากจะอ้วกแล้ว

 

ATARI Jaguar

 

ในช่วงเวลานั้น ผู้เล่นเริ่มให้ความสำคัญกับกราฟิกมากขึ้น ในขณะที่เครื่องเล่นกราฟิกได้เริ่มยกระดับกราฟิกตามลำดับอย่าง 8 บิต, 16 บิต, 32 บิต และในที่สุด ATARI Jaguar เป็นเครื่องเล่นเกมคอนโซลเครื่องแรกของโลกที่สามารถแสดงผลกราฟิกได้ถึง 64 บิต !! ฟังดูดีในตอนแรกแต่พอใช้งานจริง ๆ มันไม่เป็นอย่างนั้น

เพราะเนื่องจากการพัฒนาเกมด้วยกราฟิก 64 บิต เป็นสิ่งที่ยุ่งยากวุ่นวายมากในช่วงนั้น ทำให้เกมสำหรับ ATARI Jaguar มีทั้งหมด 67 เกมเท่านั้น และตัวเกมแสดงผลแทบไม่ต่างจากกราฟิก 32 บิต เปรียบเทียบจากคู่แข่ง (ที่ทางนั้นไม่อยู่ในสายตา) อย่าง SNES กับ Mega Drive ไม่รวมไปถึงลักษณะตัว Controller ที่ใหญ่เกินพร้อมกับปุ่มแปลก ๆ กลางจอยสติ๊ก ทำให้ ATARI Jaguar ล้มเหลวโดยไม่มีใครสนใจเยือใยมัน

DO THE MATH คำโปรยที่สวยหรู ไม่เหมือนตอนเล่นจริง

NOKIA N-GAGE

ก่อนจะมี iPhone และ Android เข้ามามีบทบาท  NOKIA N-GAGE เป็นเครื่องเล่นเกมพกพาพร้อมกับโทรศัพท์ไปในตัว ที่เปิดตัวอย่างดี แต่สร้างความผิดหวังให้กับชาวสาวก NOKIA อย่างมาก

ในขณะที่ไอเดียที่น่าสนใจ นอกจากโทรศัพท์ได้และเล่นเกมได้ ใครจะไม่สนใจล่ะ? แต่น่าเสียดายในส่วนของการออกแบบและการเล่นสอบไม่ผ่าน ไม่เหมือนกับหน้าตาที่ดูเก๋ไก๋ซะไม่มี ไม่ว่าจะเป็นการวางตำแหน่งปุ่มเกมในโทรศัพท์ไม่เหมาะสม หน้าจอสูงมากกว่าความกว้าง ไมโครโฟนและลำโพงอยู่ในตำแหน่งที่แย่ กราฟิกเกมลดทอนลงมากจนไม่มีความลื่นไหล (ถ้าเป็นประเภทเกม Puzzle อยู่ในระดับพอเล่นได้ แต่ไม่ใช่สำหรับเกมเต็ม ๆ อย่าง Call of Duty, Tony Hawk Pro Skater และเกมอื่น ๆ อีกมากมาย) และเลวที่สุด คือต้องถอดชาร์ตแบตเตอรี่หลังเครื่องทุกครั้งในการชาร์ตเล่นเกม

คงไม่มีใครอยากจะเล่นเกม Call of Duty ในเวอร์ชั่นมือถือหรอก

แม้ว่าจะออก N-GAGE รุ่น 2 ที่ผ่านการปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของรุ่นนี้ต่อได้ ข้อดีอย่างเดียวคือ NOKIA N-GAGE ยังสามารถสร้างกระแสพอเป็นที่จดจำได้อยู่บ้าง

PHILIPS CDi

Philips CD-i 910 เป็นรุ่นที่ใหญ่มหึมา พอ ๆ กับเครื่องเล่น VCD

สิ่งที่ล้มเหลวที่สุดของเครื่องเล่นคอนโซลนี้ก็คือ Controller

ในขณะที่จอยสติ๊กมีหลายแบบถึง 4 ตัวเลือก (และแย่หมดทั้ง 4 แบบ) จอยรีโมตทีวีที่ไม่สามารถใช้งานได้, จอยสติ๊กแบบ D-Pad ที่วางตำแหน่งไม่เหมาะ หรือแบบอนาล็อคที่ทำได้แข็งมาก และแบบทรงไข่ ที่ออกแบบได้แย่ที่สุด ซึ่งทั้ง 4 แบบ มีอาการกระตุกและตอบสนองไม่ต่อเนื่อง รวมถึงเครื่องคอนโซลทั้ง 4 รุ่น ไม่มีความแตกต่างกันยกเว้นขนาดความใหญ่อย่างเดียว ที่น่าตกใจที่สุดคือ PHILIPS CDi มีเกม Zelda ทั้ง 3 เกมที่จะได้รับลิขสิทธิ์จาก Nintendo แล้วทั้ง 3 เกมทั้งหมดเป็นเกมห่วยตลอดกาลทั้งหมด

Zelda ทั้ง 3 ภาค ที่ได้ลำดับเกมห่วยที่สุดเท่าที่มีมา จนอินเตอร์เน็ตเอาไปทำเป็น meme

SEGA MEGA-CD และ 32X

SEGA Genesis เป็นหนึ่งในเกมคอนโซลที่เป็นคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง SNES ในเกมยุคกราฟิก 32 บิต (ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพเหมือนยุค PS3 กับ XBOX360) แต่ทว่าไม่ใช่สำหรับตัวเสริมทั้ง 2

SEGA MEGA-CD และ 32X ที่สามารถเล่นเกมโดยใช้ CD และเกมในตลับ 32 บิต สิ่งที่โดนวิจารณ์ในแง่ลบที่สุด คือ การต่อสายเชื่อมต่อระหว่างเครื่องเล่นคอนโซลและเครื่องเล่นตัวเสริมที่ใช้ถึง 3 ปลั๊กไฟ พร้อมใช้เวลา Loading เกมระยะเวลานานมาก รวมถึงน้อยเกมที่จะลงให้กับ SEGA MEGA-CD และ 32X พร้อมกับราคาที่แพงมาก (ราคา 150 เหรียญฯ เฉพาะในส่วนของ 32X) จึงไม่แปลกใจที่ SEGA MEGA-CD และ 32X จะโดนลืมเลือนไปตามกาลเวลา เพราะโปรโมตการตลาดแย่และไม่คุ้มค่ากับราคา

 

หน้าจอ Startup ของเครื่อง เปิดได้สวยงาม เพลงได้อารมณ์ Retro มาก แต่ฟังนานถึง 5 นาที

ถึงแม้เครื่องเกมคอนโซลทั้ง 5 จะเป็นเครื่องที่แย่ที่สุดตลอดกาลทั้งด้านการออกแบบและการใช้งาน แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นคอนโซลที่ไว้เก็บสะสมเป็นคอลเลคชั่นสำหรับสาวกเดนตาย สาย Retro และไอเดียที่น่าสนใจในอดีตแต่ล้มเหลวก็สามารถทำให้เป็นจริงได้แล้วในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถือต้องขอบคุณเครื่องเกมคอนโซล (บางเครื่อง) ที่ทำให้พัฒนามาได้จนถึงทุกวันนี้

KKMTC (เคเค) - Content Writer

บทความที่เกี่ยวข้อง